ตอนที่ 1 สมรสไม่สมรัก
Exceedingly Bad Marriages

Look, royalty is just not good at some things: changing tires, making 
cheese dogs, marriage. We all know the woeful tale of Prince Charles
and Lady Di but in truth, they were an exquisite match compared with
some of their forebears. A few British royal marriage fiascoes do
stand out.  
 
Of course, there was Henry VIII, who almost had more wives than
toes. But there was also the 14th-century union between Edward II
and his queen, Isabella of France. It was a relationship not without
its stresses, including the fact that Edward had a stable of perfumed
male lovers. Isabella was sufficiently dissatisfied with this
arrangement that she staged a rebellion with her lover in 1326,
forced her husband to renounce the throne in favor of their son,
Edward III, then had the former king murdered in a particularly
distressing way involving a red-hot poker.
 
George I's marriage to Sophia Dorothea was similarly unhappy. 
Before he became king in 1714, George accused his wife of infidelity
with a Swedish count and divorced her. His wrath, however,
was not fully satisfied by the split. Sophia was sent to prison, where
she spent the remaining 32 years of her life. Her paramour fared
worse, said to have been chopped to pieces. Years later his bones
were found under her dressing room.
 
But the worst of all may have been the union between George IV and
Caroline of Brunswick, one that was doomed before it began. Seems
George, Prince of Wales at the time, already had both a mistress and
a wife. But the wife was a Catholic, which was a no-no, and George
was persuaded to dump her and marry his German cousin, Caroline --
under the condition that Parliament payoff his massive debts. It was
a horrible price to pay for a clean credit report. Caroline, among other
qualities, apparently shared the same royal malady--porphyria--that
occasionally drove her Uncle George into babbling fits of insanity.
 
She was also reputed to be a crude, foul-smelling exhibitionist. Harris
Lord Malmesbury, the diplomat given the task of bringing Caroline
from Brunswick to marry the prince, described her as having "no
acquired morality, and no strong innate notions of its value and
necessity" --a reputation she apparently enjoyed throughout
Germany. She was short and stocky,described by Malmesbury as
having "a head always too large for her body, and her neck too
short."
 
Malmesbury also relates the scene at the St. James Palace in 1795
when Caroline was first presented to George. " He turned around,
retired to a distant part of the apartment and calling me to him, said,
'Harris, I am not well; pray get me a glass of brandy.' "
 
Three days and many brandies later, the happy couple were married
George spent the wedding night drunk on the floor, with his mistress
always close by during the honeymoon.
 
Several weeks later George and Caroline were no longer living as man
and wife, although she did somehow manage to get pregnant. Having
satisfied the dual purposes of his marriage--siring a legitimate heir
and settling his debts--George announced to Caroline a formal
separation. "Our inclinations are not in our power," he wrote her, "nor
should either of us be held answerable to the other, because nature
had not made us suitable to each other. Tranquil and comfortable
society is,however, in our power; let our intercourse, therefore, be
restricted to that"
 
Caroline, however, was not about to go quietly. She took to indecorous
public displays of flesh. Basically, she became a flasher."Oh! what an
impudent woman was that Princess of Wales," cried Lady Hester
Stanhope. "How many sea-captains used to colour up when she danced
about, exposing herself like an opera-girl."    
 
Falling in love with her Italian servant, Caloline showered him with titles
and honors as they toured Europe. Initially the Princess of Wales had
no intention of returning to England but changed her mind when her
husband's father, King George III, died. Never having been officially
divorced, she was now the Queen of England and fully intended to serve.
 
The new king, George IV, had other ideas, however, and pursued a
divorce through Parliament. But there was a problem. The people of
England stood behind Caroline, not so much out of loyalty to her as
from deep disdain for him. As a result, Parliament, after some
debate, dropped the divorce matter altogether.
 
George was stuck but not defeated. When Caroline, looking like a
caricature of a queen, arrived at his coronation, the door was slammed
shut in her face. Several weeks later she was dead, having suffered
from acute porphyria. The inscription on her coffin, which she wrote
herself, read: "Deposited, Caroline of Brunswick, the Injured Queen
of England."
 
George IV never remarried.

ดูเหมือนว่าบรรดาเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินในราชสำนักชั้นสูงของอังกฤษ จะไม่ค่อยเก่งนัก
กับเรื่องบางเรื่อง เช่น เปลี่ยนล้อยางรถยนต์ ทำฮ็อทด็อกเนยแข็ง หรือ การครองคู่
ดังที่ทราบกันดีเรื่องชีวิตคู่ที่ล้มเหลวระหว่าง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอานา
แต่เมื่อเทียบกับบรรพบุรุษของพระองค์แล้ว บางคู่ยังมีชีวิตสมรสที่เลวร้ายยิ่งกว่า
 
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือพระเจ้าเฮ็นรีที่ 8 ผู้ทรงมีมเหสีมากจนนับนิ้วไม่ถ้วน
แต่หากลองนึกย้อนไปถึงศตวรรษที่14 จะเห็นว่า การครองคู่ของพระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 2
กับพระนางอิซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส ก็ใช่ว่าจะไม่มีสัมพันธภาพอันขึ้งเคียดต่อกัน
เนื่องจากพระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 2 ทรงมีคนรักหนุ่มเหน้ากลิ่นกายหอมกรุ่นอยู่รายล้อม
จนทำให้พระนางอิซาเบลลาไม่พอใจ จึงได้คบคิดกับชายชู้ก่อการกบฏเมื่อปีค.ศ.1326
แล้วบังคับให้พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 2 สวามีของพระนาง สละราชสมบัติให้แก่พระโอรส
เอ็ดวาร์ดที่ 3 จากนั้น จึงสั่งปลงพระชนม์สวามีอย่างโหดเหี้ยมด้วยเหล็กเขี่ยเตาผิง
ที่ร้อนจัด
 
เช่นเดียวกับคู่ของพระเจ้าจอร์จที่ 1 และเจ้าหญิงโซเฟียโดโรธี ที่ไม่มีความสุข
ในชีวิตสมรส   ก่อนที่พระเจ้าจอร์จที่1 จะขึ้นครองราชย์ในปีค.ศ. 1714   พระองค์
ทรงกล่าวโทษว่าพระนางนอกใจเป็นชู้กับเคานท์แห่งสวีเดนผู้หนึ่ง จึงทรง
หย่าขาดจากพระนาง แต่เท่านี้ยังไม่สาสมกับความแค้น พระนางจึงถูกส่งตัวไป
คุมขังในคุกนานตลอดพระชนม์ชีพที่เหลืออยู่อีก 32 ปี และร้ายยิ่งไปกว่านั้น
กล่าวกันว่า ชู้รักของพระนางถูกสับเป็นชิ้นๆ   หลายปีต่อมาจึงได้พบกระดูกของเขา
ซุกซ่อนอยู่ใต้ห้องแต่งตัวของพระนาง
 
ทว่าเรื่องที่นับว่าเลวร้ายที่สุด อาจจะได้แก่เรื่องระหว่างพระเจ้าจอร์จที่ 4 กับ
เจ้าหญิงแคโรไลน์ แห่งบรันสวิค วิวาห์ของทั้งคู่ ส่อเค้าพังทลายตั้งแต่ยังไม่ได้
เริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ   เนื่องจากพระเจ้า จอร์จที่ 4 ขณะทรงดำรงพระยศเป็น
เจ้าชายแห่งเวลส์นั้น ทรงมีชายาอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังมีนางบำเรอด้วยอีกนางหนึ่ง
แต่ชายาของพระองค์เป็นคาทอลิค ไม่อาจยกย่องให้ขึ้นเป็นมเหสีได้ เพราะ
ผิดขนบประเพณีและกฎเกณฑ์ของราชสำนักในขณะนั้น พระองค์จึงถูกหว่านล้อม
ให้ทิ้งชายา มาอภิเษกกับเจ้าหญิงแคโรไลน์ซึ่งเป็นพระญาติเชื้อสายเยอรมัน
โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐสภาจะช่วยชดใช้หนี้สินจำนวนมหาศาลของพระองค์ ซึ่งนับว่า
ข้อแลกเปลี่ยนกับการช่วยปลดหนี้ครั้งนี้สาหัสนัก เพราะเจ้าหญิงแคโรไลน์นั้น
มีบุคลิกประหลาดๆ ที่สำคัญคือ พระนางเป็นโรคพอร์ฟีเรียซึ่งเป็นโรคชนิดเดียว
กับที่พระเจ้าจอร์จที่ 3 พระปิตุลาของพระนางทรงประชวรอยู่   ทำให้มีอาการ
พูดพล่ามเป็นครั้งคราวดุจคนวิกลจริต
 
เจ้าหญิงแคโรไลน์ ยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความหยาบกระด้าง ช่างโอ้อวด และ
กลิ่นตัวแรง   ลอร์ดแห่งมาล์มส์เบอรี นามว่าแฮริส ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นทูต
ไปเชิญเสด็จเจ้าหญิงแคโรไลน์มาเข้าพิธีอภิเษกสมรสบรรยายว่า
"ไม่มีความเป็นผู้ดีสักนิด ไม่สมกับที่เป็นเชื้อพระวงศ์"
ซึ่งตรงกับที่กล่าวขานทั่วไปในประเทศเยอรมนี   ลอร์ดแห่งมาล์มส์เบอรียังได้
บรรยายรูปร่างเตี้ยล่ำของพระนางว่า " หัวโตเกินไปไม่สมตัว คอก็สั้นเกินไป"
 

ลอร์ดแห่งมาล์มส์เบอรียังได้เล่าภาพ เหตุการณ์ ในพระราชวังเซ็นต์เจมส์

เมื่อวันที่ได้พาพระนางเข้าเฝ้าพระเจ้าจอร์จที่ 4 เป็นครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1795 ว่า

" พระองค์ทรงถอยหลังหลบออกไปตั้งหลักอยู่ท้ายพระราชวัง แล้วทรงเรียก
ข้าพเจ้าไปเข้าเฝ้า ตรัสว่า ' แฮริส เราไม่ค่อยสบาย ช่วยไปหา บรั่นดีมาให้

สักแก้วหนึ่ง ' "

 

หลังจากทรงสงบสติอารมณ์อยู่สามวันและทรงย้อมใจด้วยบรั่นดีไปหลายขวด

คู่บ่าวสาวแสนสุขจึงได้เข้าพิธีอภิเษก ในคืนวันอภิเษกนั้น พระเจ้าจอร์จที่ 4
ทรงเมาไม่ได้สติอยู่บนพื้นห้องหอ โดยมีนางบำเรอเคียงข้างไม่ห่างกาย

ระหว่างการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

 

หลายสัปดาห์ต่อมา การอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาก็สิ้นสุดลง   แม้ว่าพระนาง

จะสามารถจัดการให้ตนเองตั้งครรภ์ได้ด้วยวิธีใดก็ตาม เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ 4

ได้ทรงบรรลุวัตถุประสงค์สองประการ คือการมีทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ไว้สืบทอดบัลลังก์ และได้แก้ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว พระองค์จึงทรงประกาศ

แยกกันอยู่อย่างเป็นทางการกับเจ้าหญิงแคโรไลน์ โดยทรงมีสาส์นถึงพระนางว่า

" แม้ว่าเราไม่อาจจะอยู่ร่วมกันได้ และไม่อาจเข้ากันได้   เพราะเราไมได้
ถูกลิขิตให้มาคู่กัน แต่เราก็อาจจะต่างคนต่างอยู่อย่างสงบสุขได้ ขอให้สัมพันธภาพ

ระหว่างเราดำเนินไปในลักษณะนั้นเถิด "

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิงแคโรไลน์ไม่ยอมที่จะจากไปอย่างสงบ แต่พระนางกลับ

เริ่มประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่งกายอวดเนื้อหนังมังสาวับๆแวมๆในที่สาธารณะ

เลดี้เฮสเตอร์ สแตนโฮป ถึงกับ ร้องอุทานว่า " ตายจริง! เจ้าหญิงแห่งเวลส์

ทรงเต้นรำราวกับนางละคร ยั่วยวนเสียจนพวกกัปตันเรือยังอายจนหน้าแดง

ช่างไม่ไว้องค์เสียบ้างเลย "

 

เจ้าหญิงแคโรไลน์หลงเสน่ห์ข้ารับใช้หนุ่มอิตาเลียนผู้หนึ่ง ทรงปรนเปรอเขาด้วย

ลาภยศสรรเสริญขณะท่องยุโรปด้วยกัน ในเบื้องต้นพระนางทรงตั้งพระทัยว่า

จะไม่กลับไปเหยียบประเทศอังกฤษอีก   ครั้นแล้วทรงเปลี่ยนพระทัย

เนื่องจากพระเจ้าจอร์จที่ 3 พระบิดาของสวามีของพระนางสิ้นพระชนม์ลง

พระนางจึงทรงมีฐานะเป็นราชินีแห่งอังกฤษทันที เนื่องจากยังไม่ได้หย่าขาด

อย่างเป็นทางการกับพระเจ้าจอร์จที่ 4 พระนางจึงทรงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ว่า

จะต้องกลับมาปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชินีให้จงได้

 

พระเจ้าจอร์จที่ 4 กษัตริย์ผู้ซึ่งเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ ทรงพยายามวิ่งเต้นรัฐสภา

ให้ดำเนินการเรื่องการหย่า   ทว่ากระแสของประชาชน ที่แม้ว่าจะไม่ได้

จงรักภักดีต่อเจ้าหญิงแคโรไลน์เท่าใดนัก แต่ก็มีกระแสต่อต้านพระเจ้าจอร์จที่ 4

มากกว่า   ในที่สุด หลังจากที่มีการอภิปรายในสภาได้ระยะหนึ่ง   การพิจารณา

เรื่องการหย่าจึงตกไป

 

ถึงแม้จะเข้าตาจน พระเจ้าจอร์จที่ 4 ก็ยังไม่ทรงยอมแพ้   ดังนั้นเมื่อเจ้าหญิง

แคโรไลน์ที่ดูกระเร้อกระรังดุจภาพตัวการ์ตูนล้อเลียนราชินี ได้บุกเข้ามายัง

พิธีราชาภิเษก ประตูพระราชวังจึงถูกกระแทกปิดใส่หน้า หลายสัปดาห์ต่อมา

พระนางได้สิ้นพระชนม์เนื่องจากเกิดอาการรุนแรงอย่างเฉียบพลันของโรค

พอร์ฟีเรีย บนโลงพระศพมีคำจารึกที่พระนางเขียนไว้ ให้แก่ตนเองว่า

"ทอดร่างอยู่ ณ ที่นี้ คือแคโรไลน์แห่งบรันสวิค ราชินีอังกฤษผู้ชอกช้ำ"

 

พระเจ้าจอร์จที่ 4ไม่อภิเษกสมรสใหม่อีกเลย

 


         wilaip@yahoo.com

 

 

 

 

1