SUNRISE SUNSET
Is this the little girl I carried?
Is this the little boy at play?I don't remember growing older....
when did they?When did she get to be a beauty?
When did he grow to be so tall?Wasn't it yesterday when they were small?
*** Sunrise sunset, sunrise sunset,
swiftly flow the daysSeedlings turn overnight to sunflowers,
blossoming even as we gazeSunrise sunset, sunrise sunset,
swiftly fly the yearsOne season following another,
laden with happiness and tears ***
Now is the little boy a bridegroom,
now is the little girl a brideUnder the canopy I see them....side-by-sidePlace the gold ring around her finger,
share the sweet wine and break the glassSoon the full circle will have come....to pass
***..................***
What words of wisdom can I give them?
How can I help to ease their way?Now they must learn from one another....
day by dayThey look so natural together
Just like two newlyweds should beIs there a canopy in store....for me?
***..................***
จากละครบรอดเวย์ในเรื่อง Fiddler on the Roof กลายมาเป็น
ภาพยนตร์เพลงที่ได้รับ รางวัลออสการ์ปี 1971 ด้าน
Cinematography Award, Music Scoring Award
และ Sound Award เนื้อร้องที่สมบูรณ์ของเพลง Sunrise Sunset
มีสามท่อน แต่ในการแสดงละครแต่ละครั้งได้ถูกตัดทอนให้สั้นลง
เหลือเพียงสองท่อน แตกต่างกันไปในแต่ละ version
แม้แต่เนื้อร้องในเทปเพลงที่เราเคยได้ยินก็ถูกตัดเหลือเพียง
สองท่อนเช่นกัน แต่ในที่นี้ได้ค้นหาเนื้อเพลงที่สมบูรณ์
ครบถ้วนทั้งสามท่อนมานำเสนอ
เพลงนี้อยู่ในในฉากพิธีแต่งงานตามประเพณีของชาวยิว
เนื้อร้องท่อนแรกได้ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ
ที่เฝ้ามองลูกสาวซึ่งกำลังเข้าพิธีแต่งงาน ด้วยความรัก ห่วงใย
และตื้นตัน ภาพของลูกและชายคนรักในวัยเยาว์ยังแจ่มชัดอยู่ใน
ความทรงจำ จนนึกไม่ออกว่าพวกเขาเติบโตเป็นหนุ่มสาวกันขึ้นมา
ตั้งแต่เมื่อใด เพราะยังรู้สึกว่าพวกเขายังตัวเล็กๆอยู่เมื่อไม่นานมานี้เอง
รูปประโยคที่ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นประโยคคำถาม โดยเฉพาะในท่อนแรก เช่น
Is this the little girl I carried? Is this the little boy at play?
นี่น่ะหรือ แม่หนูตัวน้อยๆที่เคยอุ้ม เด็กชายตัวกระจ้อยร่อยที่เคยเล่นซุกซน?
Wasn't it yesterday when they were small?"
ก็พวกเขายังเป็นเด็กเล็กๆอยู่เมื่อไม่นานนี้เองไม่ใช่หรือ?
ในเนื้อเพลงท่อนที่เป็นสร้อยเพลงกล่าวว่า วันคืนที่นำพาทั้งสุขและทุกข์
ช่างผันผ่านรวดเร็วดุจโบยบิน เฉกเช่นเมล็ดทานตะวัน ที่ผลิดอกออกได้
เพียงชั่วข้ามคืน และแย้มกลีบบานได้โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็น
ส่วนท่อนที่สองนั้น ผู้เป็นพ่อบอกกับตนเองว่า ได้ประจักษ์พยานเห็น
คู่บ่าวสาวที่กำลังยืนอยู่ภายใต้ซุ้มพิธี (Canopy) มีการสรวมแหวนแต่งงาน
ดื่มเหล้าไวน์ในแก้วเดียวกัน และเหยียบแก้วไวน์ และพิธีการดังกล่าว
กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ในอีกไม่ช้า ส่วนในท่อนสุดท้ายเป็นการแสดง
ความรู้สึกห่วงใยด้วยรูปประโยคคำถามเช่นกันว่า
"What words of wisdom can I give them? How can I help to ease their way?"
จะให้คำแนะนำเพื่อช่วยพวกเขาได้มีชีวิตที่ราบรื่นได้อย่างไรหนอ?
พร้อมทั้งปลอบใจตนเองว่าพวกเขาคงจะต้องค่อยๆเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปเอง
เหมือนคู่แต่งงานใหม่ทั่วไป ประโยคสุดท้ายเขาตั้งคำถาม กับตัวเองต่อไปอีกว่า
"Is there a canopy in store for me?" จะได้มีโอกาสเห็นพิธีแต่งงานอีกหรือไม่
(ตามท้องเรื่อง ผู้เป็นพ่อมีลูกสาว 5 คน และเป็นผู้ยึดมั่นในจารีตประเพณี
ที่สืบทอดมา)
ไม่นึกอยากจะดูภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาบ้างหรือ???!!!
ศัพท์และสำนวนที่ใช้
Canopy (n) คือขอบเขตที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อประกอบ
พิธีแต่งงานตามประเพณีชาวยิว จะต้องมีปกคลุมด้านบนเหนือศีรษะ
คล้ายหลังคา โดยอาจมีลักษณะเป็นแบบซุ้ม ฉัตร หรือเต็นท์ ฯลฯ
และจัดไว้ให้เฉพาะสำหรับคู่บ่าวสาวเท่านั้น ที่จะต้องยืนอยู่ใต้ Canopy
ขณะที่กำลังประกอบพิธี
Break the glass เป็นกิจกรรมหนึ่งในพิธีแต่งงานตามประเพณี
ของชาวยิว โดยก่อนเสร็จพิธี จะมีการห่อแก้วไวน์ด้วยผ้าเช็ดหน้า
หรือผ้าเช็ดปากที่ใช้บนโต๊ะอาหารแบบสากล (Napkin) แล้ววางลงบนพื้น
ให้เจ้าบ่าวเหยียบและบดขยี้ให้แหลกเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
ให้ระลึก ถึงวิหารศักดิ์สิทธิ์ในกรุงเยรูซาเล็มที่ถูกทำลายล้างไปพร้อมกับ
ชนชาติยิวในอดีต การเหยียบแก้วไวน์ถือเป็นการปิดพิธีแต่งงาน
โดยผู้ที่อยู่ในงาน จะเปล่งคำว่า "Mazel Tov!" เป็นการอวยพร
ให้คู่บ่าวสาวโชคดี
Beauty (n) = Beautiful woman = สาวงาม
Bridegroom (n) = Groom = เจ้าบ่าว
Words of wisdom = Wise or sensible remarks or advice = โอวาท
In store = about to appear or happen = ที่กำลังจะปรากฏ
หรือที่กำลังจะเกิดขึ้น (มีความหมายเป็นอนาคต)