ANN ANN
หน้าแรก

สุบุดและศาสนา

สุบุดและลัทธิ

บทความคัดจากหนังสือ

สุบุดเฮาส์ ณ บางกอก

สมุดรวมภาพ

ติชมและไต่ถาม

หนังสือ โดย จอห์น เบนเนตต์

สุบุดวิจารณ์ (Concerning Subud)

คริสเตียนมิสทีค (Christian Mysticism and Subud)

สุบุดวิจารณ์ โดย จอห์น เบนเนตต์

Concerning Subud

by

John Bennett


1. บทนำ
2. ยุคใหม่
3. มรรคาส่วนตัว
4. แรงกระทำจากภายนอก และ จากภายใน
5. ลาติฮาน
ุ6. สัญลักษณ์สุบุด
ุ7. การฟื้นคืนชีพ
8. ความสมบูรณ์ของมนุษย์
ุ9. ศักยภาพของสุบุด

- - oOุ@Oo - -


บทนำ


สองความคิดที่ไม่อาจถูกละเลยได้ คือ มนุษย์เป็นผู้ชนะ และยังคงไร้สุขและหวาดกลัว และแน่นอนความสุขและอิสรภาพจากความกลัวนั้นสำคัญต่อเขายิ่งกว่าความสำเร็จ เขาอาจจะยอมสละทรัพย์สมบัติของเขาเพื่อแลกกับการไถ่ถอนตัวเองจากความกลัวและความทุกข์ ถ้าหากทำได้ แต่เขาก็มั่นใจในสิ่งใดไม่ได้เลย

ต้นเหตุแห่งความป่วยไข้นี้สามารถสืบเสาะได้ไม่ยากนัก และผู้คนมากมายก็ล่วงรู้ในสิ่งนี้เป็นอย่างดี มนุษย์นั้นร่ำรวยเพียงภายนอก แต่ภายในนั้นแสนเข็ญ เข้มแข็งในสิ่งที่ตนมีและสามารถกระทำได้ แต่อ่อนแอในสิ่งที่ตนเป็นและรู้สึก แรงกระทำทางโลกต่อชีวิตมนุษย์นั้นเหิมเกริมขึ้นยิ่งนัก แต่แรงกระทำจากภายในมิได้งอกงามขึ้นเลย ซ้ำกลับโรยแรงลง ประสาทสัมผัสของมนุษย์ต่อโลกแห่งวัตถุและสสารที่มองเห็นจับต้องได้นั้น เติบโตขึ้นทุกทิศทาง แต่ประสาทสัมผัสต่อโลกแห่งวิญญาณที่มองไม่เห็นและอยู่เหนือเหตุผลกลับลดถอยลงกว่ายุคใดๆในประวัติศาสตร์

ถ้าโลกแห่งวัตถุนั้นเชื่อถือได้ และถ้ามนุษย์สามารถได้รับทุกสิ่งที่เขาต้องการจากมันแล้วละก็ การสูญเสียโลกแห่งจิตวิญญาณนั้นลงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตแต่อย่างใด นักวัตถุนิยมในทศวรรษที่ผ่านมาได้อ้างว่า ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่สุดของมนุษยชาติที่เราสามารถเป็นอิสระจากความงมงายทางศาสนาและความเชื่อที่ไร้สาระในโลกทางจิตวิญญาณ พวกเขากล่าวว่าเมื่อใดที่เราถูกปลดปล่อยจากมายาภาพแห่งความเชื่อทางศาสนาแล้วละก็ พัฒนาการของมนุษย์ก็จะไร้ซึ่งขีดจำกัด ขอบฟ้าที่ไร้พรมแดนของชัยชนะแห่งเทคโนโลยี ก็จะทำให้มนุษย์กลายเป็นนายใหญ่ ไม่ใช่แต่ในโลกใบนี้แต่รวมถึงทั้งสุริยะจักรวาล และบางที่อาจเป็นนายของดาวทุกดวง ด้วยศักยะภาพอันไร้ขีดจำกัดของประสบการณ์ใหม่ และ อำนาจชนิดใหม่นี้ แต่ละชั่วอายุคนเราจะไม่เพียงแต่รื่นรมย์กับปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังได้มอบอนาคตอันเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ชาติให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลาน

ทุกวันนี้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างเหล่านี้มิได้กึกก้องมาจากเบื้องบนด้วยความมั่นใจดังเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่กลับต้องรวบรวมความกล้าที่ถูกตัดรอนลงด้วยความสงสัยและสิ่งลวงตา และเสียงใหม่ที่กู่ก้องคือแถลงการณ์แห่งการตกต่ำแห่งมนุษย์ชาติและ การสิ้นสุดแห่งยุคสมัย พยากรณ์แห่งโลกาวินาศเหล่านี้เริ่มหนาหูขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ต้องรับรู้อย่างขมใจว่ามันกำลังมาสู่โลกที่ความสำเร็จตามมาด้วยความกลัว และความก้าวหน้าเป็นผู้นำมาซึ่งความหายนะ

มีทางออกเพียงทางเดียว นั่นก็คือการบูรณะความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ ทุกคนรู้ในสิ่งเป็นอย่าง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะทำให้เป็นผลสำเร็จได้อย่างไร มีข้อแนะนำที่ดีมากมาย แต่ที่ทำได้จริงนั้นแถบหาไม่ได้ และมันก็ถูกลองมาหมดแล้ว การบูรณะศาสนาทั้งภายในและภายนอกโบสถ์นั้นเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วคราว การศึกษาในระดับสากลก็เป็นดั่งบูมเมอแรง-ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการและทำไม่ได้มากเท่านั้น องค์การสหประชาชาติ และองค์กรการกุศลอื่นๆก็หมดสิ้นมนต์เสน่ห์ ดังนั้น แทนที่จะพึ่งพาความเข้มเข็งจากภายใน เท่าที่ผ่านมาจากทศวรรษสู่ทศวรรษ มนุษย์กลับต้องพื่งพาความช่วยเหลือภายนอกมากยิ่งขี้น

คนส่วนใหญ่ไม่สามารถกินอย่างที่วาดหวัง ตบแต่งบ้านอย่างที่ต้องการ ใช้เวลาว่างอย่างใจนีก แต่ทำได้เพียงแต่ที่เขาได้รับการบอกกล่าวในรูปของการชวนเชื่อ หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่สัญญาณไฟจราจรที่เมืองพิคคาดิลลี ดูค่อนข้างจะสิ้นหวัง เมื่อถูกถามถึงสาเหตุ เธอก็ตอบว่า ในนิวยอร์ค เราจะรอจนกว่ามีสัญญาณบอกว่าเดินได้ แต่ที่นี่ไม่มีอย่างนั้น ฉันเลยไม่รู้จะข้ามอย่างไร นั่นคือคนยุคใหม่ ในแถบทุกอย่างที่เขาทำ ไม่ว่าจะน่าขันอย่างไรสำหรับคนอื่น แต่ก็เป็นเรื่องขำไม่ออก เพราะว่าเราก็ลงเรือลำเดียวกัน เว้นแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบคาดไม่ถึงเกิดขึ้น มิอย่างนั้นแล้ว ภายในศตวรรษนี้ คงไม่เหลือผู้คนสามารถทำอะไรได้โดยไม่ถูกกระตุ้นโดยการชวนเชื่อที่น่าทึ่งใดๆ และเนื่องด้วยอิสรภาพในการตัดสิน และอำนาจในการเลือก ได้กลายเป็นเป้าหมายของมนุษยชาติ เราเลยอดคิดไม่ได้ว่า ภายช่วงสามหรือสี่อายุคนหลังจากนี้ มนุษยชาติก็จะหมดสิ้นซึ่งความเป็นคนลง

อย่างน้อยแกะก็คิดไม่เป็น ในปัจจุบันคนบางคนก็คิดเพียงน้อยนิด และ บางครั้งพวกเขาก็หวาดกลัวการขาดแรงจูงใจ แล้วพวกเขาก็รู้สึกว่าในท่ามกลางความสำเร็จของมนุษย์นั้น มีบางสิ่งที่เลวร้ายแฝงอยู่ในพฤติกรรมของมนุษย์

คนเหล่านี้จึงหันไปหาผู้นำทางศาสนา และ กล่าวเสียดสีว่า “คุณยีนยันว่าพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ของพระองค์ ไหนลองบอกซิว่า ทำไมจึงไม่มีอะไรถูกต้องเลยในโลกใบนี้” ถ้าเขาไม่ได้คำตอบ เขาก็จะหมดสิ้นในสิ่งที่เขามี ด้วยความหวังเพียงน้อยนิดที่ว่าเขาสามารถจะขับไล่พายุร้าย การเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณโดยอาศัยมนุษยธรรมอาจจะพอเป็นความหวังใหม่ได้

แต่เราก็รู้เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตเป็นอย่างดีเสียจนกระทั่งไม่สามารถจะมั่นใจในคำมั่นสัญญาใดๆได้อีก มนุษย์ไม่เคยถูกดึงขื้นจากความทุกข์ยากใดๆด้วยเชือกรองเท้าของเขา การปฏิวัติอดีตมักจะเกิดขึ้นด้วยการแทรกแซงอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้มีบุญญาธิการ ผู้ซึ่งมีพลังอันน่าพิศวงที่จะสร้างเสริม ศรัทธา ความหวัง และ ความรัก เป็นแรงจูงใจแก่สาวกผู้ที่ติดตาม ซึ่งได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดพลังทางจิตวิญญาณแบบใหม่แก่ผู้อื่น ปัจจุบันนี้เราไม่สามารถมองหาอำนาจใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พระผู้เป็นใหญ่และเป็นผู้ให้ชีวิต แต่เราก็ปิดกั้นตนจากวิญญาณของพระองค์ เพียงเพราะว่าคุณสมบัติของศรัทธา ความหวัง และความรักไม่ได้มีอยู่ในตัวเรา หัวใจของเราด้านชา และหูของเราก็หนวก แลัวใครกันล่ะจะมาช่วยปลดปล่อยเราได้?

สิบปีก่อนหน้านี้ ผมได้เปิดการสอนที่ลอนดอน ซึ่งถูกดีพิมพ์ภายหลังว่า "วิกฤติการของพฤติกรรมมนุษย์" และหลังจากนั้นผมก็ได้กล่าวแบบเดียวกันนี้ว่า มีเพียงแต่การแซกแทรงจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้ แต่แล้วผมก็พูดว่า "ผมยังไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องใดเล็ดลอดมาจากความบ้าคลั่งเลย" ผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจาก ดีน อิงเงอร์ ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วว่า “ผมเห็นด้วยในเกือบทุกสิ่งที่คุณเขียนในหนังสือของคุณ แต่ผมไม่สามารถเชื่อใจเรื่องนิวรณ์ครั้งใหม่ได้”

ตอนนี้ผมกำลังเขียนอีกครั้งหลังจากได้เห็นอะไรมากขึ้น และก็ได้ผ่านประสบการณ์ที่น่าทึ่งทั้งหลาย เพื่อที่จะบอกกับผู้ที่ยังหวังจะได้ยินว่าผมนั้นเชื่อว่าแสงสว่างใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้วที่เส้นขอบฟ้า ในแสงสว่างนี้เราสามารถมองเห็นเคร้าโครงของแผนการอันยิ่งใหญ่ หรือพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งดูราวกับว่าในที่สุดแล้วโอกาสของหนทางที่เป็นรูปธรรมหรือวิธีที่จะทำให้ความหิวโหยได้รับการตอบสนองก็เป็นจริงได้ มันเป็นเรื่องใหม่และน่าทึ่งเป็นอย่างมาก มันดีกว่าการรอคอยให้มีการพิสูจน์ที่ชัดเจนขึ้น หรือว่า รอความเข้าใจที่ชัดแจ้งขึ้น และก็จะไม่มีการสูญเปล่าของเวลาอีกต่อไปแล้ว ถ้ามันมีความหวังว่าคนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการมัน จะได้รับการปลุกให้ตื่นขึ้นทางจิตวิญญาณที่ทำให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ และความหวังเช่นนี้ก็ไม่ควรจะเป็นของคนเพียงน้อยนิด

- - oO@Oo - -


2. ยุคใหม่


2.1หนทางสู่ความก้าวหน้าแบบมีสติ

ต้องขอบคุณความสำเร็จของนักโบราณคดี นักมนุษย์ศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และ วิทยาการอื่นๆ ในปัจจุบันนี้เราสามารถจะเสริมสร้างความมั่นใจในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างน้อยก็เจ็ดพันปี และด้วยช่องโหว่และข้อสงสัยมากมาย เราได้พบว่า สองพันห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ มนุษย์ออริกนาเวียนเป็นชนกลุ่มแรกที่ทิ้งร่องรอยของอารยะธรรมที่สูงส่งเอาไว้ เรื่องราวของมนุษย์นั้นยังสืบสาวไปได้อีกอย่างน้อยก็ครึ่งล้านปี หรืออาจไกลถึงหนึ่งหรือสองล้านปีก็เป็นได้ แต่เราก็รู้มันจากโครงกระดูกเพียงไม่ร้อยชิ้นและประดิษฐ์กรรมยุคหินจำนวนนับได้ ที่บอกเราได้เพียงน้อยนิดว่าบรรพบุรุษของเราใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์นั้นครอบคลุมไปไกลเกินกว่าจะนึกจินตนาการได้ถึงมากกว่าห้าร้อยล้านปี และในช่วงเวลานี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมหาศาลเกิดขึ้นกับรูปแบบของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ทั้งบนบกและในทะเล

มันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะสืบเสาะหาความไปถึงความเชื่อที่ว่าไม่มีสิ่งใดนอกจากความบังเอิญที่เป็นตัวกระทำการในทุกสิ่ง และที่ว่า เจตจำนง และ เจตนาตรงนั้นไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้าที่จะมีมนุษย์อยู่บนโลก ในหนังสือชื่อ The Dramatic Universe เล่มสอง ผมได้พยามยามที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นการง่ายและน่าพอใจเพีทยงใดสำหรับทฤษฎีที่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มที่สุด ได้ถูกจัดการโดย พลังที่มีเจตจำนงในตัวเอง ซึ่งรู้จักใช้ความไม่แน่นอนและความเป็นอิสระที่มีแฝงอยู่ปฏิบัติการของทุกๆกฏของธรรมชาติ และได้ก่อให้เกิดพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต้องมีในแต่ละขั้นของการพัฒนาของโลก

เราไม่สามารถจะเผยโฉมหน้าของพลังอันมีเจตจำนงในตนนั้นออกมาได้ และเราก็ต้องทำผิดเป็นแน่ที่เราจะวาดภาพของมันว่าเป็นปัจเจกปัจจัยที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ ซึ่งมีร่างกายที่มีแขนขา และสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสเช่นเดียวกับมนุษย์เรา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวิทยาศาสตร์ที่จะยอมรับการมีตัวตนของสิ่งที่เราจะสามารถนึกวาดภาพถึงได้ อันที่จริง การใช้คำว่า “สิ่งซึ่งคิดถึงไม่ได้” เป็นวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่ประหลาดที่สุดอย่างหนึ่ง เมื่อแพลงค์เสนอแนะทฤษฏีควันตัมของการกระทำที่น่าพิศวง และ เมื่อไอสไตน์ปูพื้นทฤษฏีสัมพันธภาพของเชาด้วยพีชคณิตของรีมานซค่งไม่สามารถวาดภาพหรือทำให้เข้าใจได้

ดังนั้นเราควรจะเริ่มจากการตั้งสมมุติฐานว่าพลจิตนี้มีอยู่เสมอมาและยังคงอยู่ ซึ่งได้สร้างปรากฆการณ์บนโลกโดยที่ขัดแย้งกับกฏของธรรมชาติ ซึ่งอาจจะชอความรู้สึกของวงค์การวิทยาศาสตร์ ที่มักจะหัวเสียได้ง่ายกับเรื่องเหนือธรรมชาติที่ไม่ได้ถือเป็นนวตกรรมของมัน ถ้าผมจะเรียกพลังนี้ว่า เทพยดาฟ้าดิน ผมไม่รู้ว่านี้เป็นเทวดาองค์ใด แต่เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผมเชื่อสนิทใจในเรื่องสรรพภาวะนี้ และก็เชื่อว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งนี้ และผมก็เชื่อพอๆกับที่เชื่อว่าพลังแห่งเทพยดานี้สำแดงฤทธิ์อยู่ภายใต้กฏแห่งพิชคณิต ฟิสิกส์ และ ชีววิทยา

ถ้าเราสำรวจอดีตจากประวัติศาสตร์ของจักรวาล ธรณีวิทยา ซากฟอสซิล และดึกคำบรรพ์วิทยา ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เราสามารถสังเกตเห็นสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง และ ที่จริงก็เป็นปรากฏการณ์ในระดับสากลจักรวาล ก็คือสิ่งที่เรียกว่า การก้าวหน้าแบบปะทุ ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีความต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชาติพันธุ์ และเผ่านพันธุ์ บนโลก เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และก็ตามมาด้วยช่วงเวลาสงบนิ่งที่ยาวนาน ถึอเป็นการนอกเรื่องที่จะพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการก้าวหน้าแบบปะทุในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่แต่อย่างใด และมันก็ได้ถูกนำไปใช้ในวิทยาศาสตร์หลายแชนง

2.2 ทฤษฏียุค

ถ้าเรารวมทฤษฎีแห่งพลจิตเข้ากับทฤษฎีแห่งการก้าวหน้าปะทุ เราก็จะได้แนวคิดเกี่ยวกับ วัฎจักรแห่งการสร้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานชอง จักรกลจุดระเบิดภายใน การระเบิด การขยายตัว และ การเกิดใหม่ การระเบิดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น สามารถทำให้เข้าใจได้ดีที่สุดถ้าเราสมมุติว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จัดการกับพลังธรรมชาติเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งในขั้นตอนการรวมตัวและบีบอัดซึ่งจะสะสมพลังงานมากพอที่จะทำการระเบิด ซึ่งจะก่อให้เกิดการขยายออก และ แตกตัวจนกระทั่งหมดฤทธิ์
- -(๐O๐0๐O๐)- -


- -(๐O๐0๐O๐)- -


- -(๐O๐0๐O๐)- -


- -(๐O๐0๐O๐)- -


- -(๐O๐0๐O๐)- -


- -(๐O๐0๐O๐)์- -


1