สัมมนาพืชศาสตร์

ประจำปีการศึกษา 1/2545

 

เรื่อง มะระขี้นก ผักพื้นบ้านสมุนไพรไทย

โดย ณิชกุล บุญนิช


 

บทคัดย่อ

 

        มะระขี้นกเป็นผักพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน เขตร้อนของเอเซียและทางตอนเหนือของอัฟริกาเขตร้อน เป็นพืชผักที่สามารถขึ้นได้เองตาม ธรรมชาติ ชาวบ้านมักนำมาปลูกตามสวนหรือริมรั้ว มะระขี้นกเป็นไม้เถาขนาดเล็กที่มี คุณประโยชน์แก่ร่างกายสูง ทั้งด้านคุณค่าทางอาหาร คือ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย วิตามิน A, B1, B2, C ไนอาซีน และไทอามีน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทางยา คือ ลดน้ำตาลในเลือด (แก้โรคเบาหวาน) รักษาโรคเอดส์ และต้านเชื้อ HIV ต้านมะเร็ง ใช้เป็นยาถ่าย แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ รักษาชันนะตุและโรคผิวหนังต่าง ๆ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วรสขมของมะระขี้นกยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย

 

บทนำ

 

    มะระขี้นกฟังชื่อดูแล้วรู้สึกไร้ค่า เพราะเป็นพรรณไม้ที่เกิดจากนก “ขี้” แล้วจึงเป็นต้นขึ้นมา มีเห็นขึ้นดกดื่นตามหัวไร่ปลายนา ตามป่าตามที่รกร้างทั่วไป กลายเป็นวัชพืชที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในที่ทำการเกษตร แต่ในอนาคต มะระที่นก “ขี้” ทิ้งไว้นี่แหละจะมีคุณค่ามหาศาล เพราะตอนนี้ทั้งไทยทั้งเทศได้ค้นพบคุณสมบัติอันวิเศษของมะระขี้นกแล้วว่ามีคุณเอนกอนันต์ต่อชีวิตมนุษย์ คือ ลดน้ำตาลในเลือด (แก้โรคเบาหวาน) ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ฤทธิ์ต้าน HIV คุณสมบัติ คร่าว ๆ 3 ข้อนี้ก็ทำให้มะระขี้นกมิใช่มีค่าแค่ขี้นกแล้ว แล้วยังมีคุณสมบัติอีกหลายอย่างที่พอจะ ทำให้มะระขี้นกทองคำในอนาคตได้ (แสงไทย, 2544)

เนื้อหา

มะระขี้นก : Mara Khee nok

ชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica charantin Linn

วงศ์ Cucurbitaceae

ชื่ออังกฤษ Balsam apple, Balsam pear, Bitter cucumber, Bitter gourd,

Bitter melon, Carilla fruit

ชื่ออื่น ๆ ผักไห่ มะไห่ มะนอย มะห่วย ผักไซ (เหนือ) สุพะซู สุพะเด (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะร้อยรู (กลาง) ผักเหย (สงขลา) ผักไห (นครศรีธรรมราช) ระ (ใต้) ผักสะไล ผักไส่ (อีสาน) โกควยเกี๋ยะ โควกวย (จีน) มะระเล็ก มะระขี้นก (ทั่วไป)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ราก (root) เป็นพวก cap root system มีรากแก้วแทงลงไปในดินและมีรากแขนงแตกออกไปจากรากแก้วอีก

ลำต้น (stem) ลักษณะเป็นเถาเลื้อยมีสีเขียวขนาดเล็ก เป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม มีขนอยู่ทั่วไป มีมือเกาะที่เจริญออกมาจากส่วนของข้อ ใช้สำหรับยึดจับ

 

ใบ (leaves) เป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือมีสีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมเล็กน้อย เมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวเข้ม ออกเรียงสลับกัน ก้านใบยาว ขอบใบเว้าหยักลึกเข้าไปในตัวใบ 5 – 7 หยัก ปลายใบแหลม ใบกว้าง 4.5 – 11.5 เซนติเมตร ยาว 3.5 – 10 เซนติเมตร เส้นใบแยกออกจากจุดเดียวกัน แล้วแตกออกเป็นร่างแห

ดอก (flower) เป็นดอกเดี่ยว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกเพศกัน อยู่ในต้นเดียวกัน เจริญมาจากข้อ

ดอกตัวผู้ (staminate flower) เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 1.5 นิ้ว กลีบนอก 5 กลีบ สีเขียวปนเหลือง กลีบในมี 5 กลีบ สีเหลืองสด เกสรตัวผู้มี 3 อัน แต่ละอันจะมีเรณูและก้านชูเกสรตัวผู้อย่างละ 3 อัน เจริญออกมาก่อนดอกตัวเมีย

ดอกตัวเมีย (pisttillate flower) เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 1.5 นิ้ว มีรังไข่แบบ infarior ovary ประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวปนเหลือง กลีบใน 5 กลีบ สีเหลืองสด เกสรตัวเมียมีรังไข่ 1 อัน stima 3 คู่ ก้านชูเกสรตัวเมีย 3 อัน

ผล (fruit) รูปร่างคล้ายกระสวยสั้น ๆ ผิวเปลือกขรุขระและมีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมี สีเขียว เมื่อแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดง ปลายผลจะแตกอ้าเป็น 3 แฉก ผลยาว 5 – 7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางผล 2 – 4 เซนติเมตร

เมล็ด (seed) เมื่อแก่เต็มที่มีเมือกสีแดงสดห่อหุ้มเมล็ดอยู่ เมล็ดมีรูปร่างกลม รี แบน ปลายแหลมสีฟางข้าว (สถาบันการแพทย์ไทย, 2541)

สภาพแวดล้อมในการผลิต

ดิน สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่ปลูกได้ผลดีที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย ซึ่งมีการระบายน้ำดี

ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เป็นกรดเล็กน้อยถึงปานกลาง

แสงแดด ชอบแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน

ความชื้น ในดินสูงสม่ำเสมอเพียงพอ

อุณหภูมิ ช่วงที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18 – 25 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

การเตรียมดิน

แปลงปลูก มะระขี้นกเป็นผักที่มีระบบรากลึกปานกลาง ควรไถดินลึกประมาณ 20 – 25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วเข้าไปให้มาก เพื่อปรับปรุงสภาพทางกายของดิน แล้วยกร่องเล็ก ๆ ยาวไปตามพื้นที่

ระบบปลูก นิยมระบบแถวคู่

ระยะปลูก ระยะที่เหมาะสมคือ ระยะระหว่างต้น 50 – 75 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 1 เมตร

วิธีปลูกและการปฏิบัติดูแลรักษา

หยอดเมล็ดโดยตรงลงในแปลง หลุมละ 3 – 4 เมล็ด ลึกลงไปในดินประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว หรือดินผสม รดน้ำให้ชุ่ม คลุมฟางแห้งหรือหญ้าแห้งที่สะอาดให้หนาพอควร เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ ถอนแยกต้นที่อ่อนแอไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 2 ต้น

เมื่อมะระเริ่มเลื้อยหรือต้นมีอายุประมาณ 15 วัน ควรทำค้างเพื่อให้ต้นเลื้อยเกาะขึ้นไป อาจทำได้ 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 ปักไม้ค้างยาวประมาณ 2 – 2.5 เมตร ทุก ๆ หลุมแล้วเอนปลายเข้าหากัน ผูกมัดปลายไว้ แล้วใช้ไม้ค้างพาดขวางประมาณ 2 – 3 ช่วง

แบบที่ 2 ปักไม้ค้างยาวประมาณ 2 – 2.5 เมตร ทุก ๆ ระยะ 1.5 – 2 เมตร ขนานกับแถวปลูก ใช้เชือกผูกขวางทุก ๆ ระยะ 30 เซนติเมตร รวมทั้งผูกทะแยงไปมาด้วย (เมืองทอง, 2525)

การรดน้ำ รดเช้า-เย็น ควรให้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงกับเปียกแฉะ ไม่ควรขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผล

การพรวนดิน กำจัดวัชพืช ควรปฏิบัติในระยะแรก เมื่อต้นยังเล็กอยู่ เพื่อไม่ให้วัชพืช ระวังอย่าให้กระทบกระเทือนถึงระบบราก

การให้ปุ๋ย อายุประมาณ 15 วัน ควรให้ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ประมาณ 5 ช้อนแกงต่อหลุม พรวนรอบ ๆ ต้นแล้วรดน้ำ ปริมาณของปุ๋ยที่ใช้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณของปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่ใช้

โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคใบจุด โรคเหี่ยว

แหล่งที่สำคัญ ได้แก่ แมลงวันทอง เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะเถา หนอนเจาะยอด

การเก็บเกี่ยว อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน เก็บผลที่ยังอ่อนอยู่

คุณค่าทางเศรษฐกิจ

ยอดมัดกำขาย ขายส่งกำละ 3 บาท ผลกิโลกรัมละ 6 – 10 บาท (ตลาดไท) ทำแห้งขายกิโลกรัมละไม่เกิน 30 บาท ผลมะระเชื่อม กิโลกรัมละ 200 บาท (แสงไทย, 2544)

คุณค่าทางอาหาร

ได้มีการศึกษาคุณค่าทางอาหารของผลมะระขี้นก พบว่า ผลมะระขี้นก 100 กรัม มีส่วนประกอบดังนี้ (สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2540 และทศพร, 2531)

ความชื้น

83.20

กรัม

พลังงาน

17.00

กิโลกรัม

ไขมัน

1.00

กรัม

เส้นใย

12.00

กรัม

คาร์โบไฮเดรท

9.80

กรัม

แคลเซียม

3.00

มิลลิกรัม

โปรตีน

2.90

กรัม

ฟอสฟอรัส

140.00

มิลลิกรัม

เหล็ก

9.40

มิลลิกรัม

วิตามินเอ

2924.00

IU

วิตามินบี 1

0.09

มิลลิกรัม

วิตามินบี 2

0.05

มิลลิกรัม

วิตามินซี

0.40

มิลลิกรัม

ไทอามีน

0.07

มิลลิกรัม

ไนอาซีน

190.00

มิลลิกรัม

การปรุงอาหาร

        คนไทยทุกภาครับประทานมะระขี้นกเป็นผัก ไม่นิยมรับประทานสด เพราะมีรสขม โดยเฉพาะผลจะขมมาก วิธีปรุงเป็นอาหาร โดยการนึ่งหรือลวกให้สุกก่อนและรับประทานเป็นผักจิ้ม รวมกับน้ำพริกหรือป่นปลาของชาวอีสาน หรืออาจนำไปผัดหรือแกงร่วมกับผักอื่นได้ การนำผลมะระขี้นกไปปรุงเป็นอาหารอื่น เช่น ผัดกับไข่ เป็นต้น นิยมต้มน้ำและเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนหรือการใช้วิธีคั้นกับน้ำเกลือเพื่อลดรสขมลงก็ได้ (สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2544)

สรรพคุณ (นันทวัน, 2542)

ราก แก้พิษ รักษาริดสีดวงทวาร ฝาดสมาน แก้พิษดับร้อน แก้บิด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด แผลฝีบวมอักเสบ ปวดฟันที่เกิดจากลมร้อนเถา ยาระบายอ่อน ๆ แก้พิษทั้งปวง เจริญอาหาร แก้โรคลมเข้าข้อและเท้าบวม แก้ปวดตามข้อมือและนิ้วมือนิ้วเท้า แก้โรคม้าม แก้โรคตับ ขับพยาธิในท้อง แก้พิษน้ำดีพิการ ลดเสมหะ บำรุงน้ำดี แก้พิษดับร้อน แก้บิด แก้ฝีอักเสบ แก้ปวดฟัน แก้ไข้

ใบ แก้ไข้ ดับพิษร้อน แก้ปากเปื่อยเป็นขุย ขับพยาธิ ขับระดู บีบมดลูก ขับลม แก้ธาตุไม่ปกติ ทำให้นอนหลับ แก้ปวดศีรษะ แก้พิษ แก้ไอเรื้อรัง ยาระบายอ่อน ๆ แก้เสียดท้อง บำรุงธาตุ ขับพยาธิเส้นด้าย ดับพิษฝีที่ร้อน รักษาแผล บำรุงน้ำดี แก้ไข้หวัด ไข้ตัวร้อน ยาฟอกเลือด แก้ร้อนใน แก้ม้าม แก้ตับพิการ แก้ฟกบวมอักเสบ แก้ปวดเนื่องจากลมคั่งในข้อ ทำให้อาเจียน แก้โรคกระเพาะ แก้บิด แผลฝีบวมอักเสบ เจริญอาหาร ฟอกโลหิต รัดถานและถอนไส้ฝี

ดอก แก้พิษ แก้บิด

        ผล แก้พิษฝี แก้ฟกบวม แก้อักเสบ แก้โรคลมเข้าข้อ บำรุงน้ำดี ขับพยาธิ แก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย บำรุงระดู ดับพิษร้อน ถ่ายท้อง แก้พิษ ขับลม แก้คัน แก้ธาตุไม่ปกติ แก้เสียดท้อง แก้เจ็บปวดอักเสบ ระบายอ่อนๆ แก้บวม แก้โรคผิวหนัง บำบัดโรคเบาหวาน ยาบำรุง ทาหิด ฝาดสมาน แก้โรคเม็ดผดผื่น คันในตัวเด็ก แก้พิษไข้ แก้หัวเข่าบวม แก้ปวดตามข้อ แก้ม้าม แก้ตับพิการ เจริญอาหาร ใช้มากๆ เป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาโรคเรื้อน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ปวดเจ็บอักเสบจากพิษต่างๆ ดับร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ทำให้ตาสว่าง แก้บิด ตาบวมแดง แผลบวม เป็นหนอง ต้านมะเร็ง

เมล็ด แก้พิษ เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ต้านมะเร็ง

ทั้งห้า บำรุงน้ำดี ดับพิษทั้งปวง เจริญอาหาร บำรุงน้ำนม แก้ไข้

ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้ไข้ บำรุงโลหิต แก้โรคลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม บำรุงน้ำดี ระบาย แก้โรคม้าม โรคตับ ยาฟอกเลือด ถ่ายพยาธิเข็มหมุด ยาเจริญอาหาร ดับพิษ แก้คัน ทาหิด แก้โรคผิวหนัง บำบัดโรคเบาหวาน ขับพยาธิ

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ (สุนทรี, 2535)

ผลสด ตำรับประทานครั้งละ 6-15 กรัม หรือผิงไฟให้แห้งบดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอก ตำคั้นเอาน้ำทาหรือพอก

เมล็ดแห้ง 3 กรัม ต้มน้ำดื่ม

ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือใบแห้งบดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชะล้าง พอกหรือคั้นเอาน้ำทา

รากสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง

เถาแห้ง 3-12 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก

ประโยชน์ทางยา

    1. ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม ถ้าต้องการกลบรสขมให้เติมใบชาลงไปด้วยขณะที่ชง ดื่มต่างน้ำชา นอกจากนี้น้ำต้มผลมะระ สามารถลดการเกิด ต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงในคนที่เป็นโรคเบาหวานได้
    2. รักษาโรคเอดส์ต้านเชื้อ HIV (ไมตรี, 2542) ใช้ผลอ่อนทำเป็นน้ำคั้น หรือบดเป็นผงใส่แคปซูล หรือยาลูกกลอน การใช้น้ำคั้นจากผลดื่มได้ผลดีกว่ากินสดหรือต้ม แต่การสวนทวารด้วยน้ำคั้นมะระจะได้ผลดีกว่าการดื่ม เพราะสารสำคัญ MAB 30 เป็นสารโปรตีนที่จะถูกทำลายโดยกรดและน้ำย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้
    3. ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (แสงไทย, 2544) สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง คือ guanylate cyclase inhibitor สกัดได้จากผลสุก MAB 30 สกัดจากเนื้อผลสุกและเมล็ด momorchrin สกัดจากเมล็ด ผลและเมล็ดต้มน้ำดื่ม
    4. ช่วยเจริญอาหาร ใช้เนื้อของผลที่ยังไม่สุกไม่จำกัดจำนวน ใช้ประกอบเป็นอาหาร ผักจิ้ม ต้ม แกง
    5. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ใช้ใบสดมะระขี้นก 20-30 ใบ หั่นใบชงด้วยน้ำร้อนเติมเกลือ เล็กน้อย ช่วยกลบรสขม ดื่มแต่น้ำ ใช้ได้ดีสำหรับถ่ายพยาธิเข็มหมุด นอกจากนี้ยังใช้เมล็ด 2-3 เมล็ด รับประทานขับพยาธิตัวกลม
    6. ทำให้อาเจียน ใช้เถาสด 1/3 กำมือ หรือ 6-20 กรัม เติมน้ำพอท่วมต้มให้เดือด 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำ
    7. รักษาชันนะตุและศีรษะเป็นเม็ดผื่นคัน ใช้ผลสดที่ยังไม่สุกหั่นเนื้อมะระแล้วตำคั้นเอาแต่น้ำ เติมดินสอพองลงในพอสมควร ใช้ทาบริเวณที่เป็นชันนะตุ (ดารณี, 2544)
    8. เป็นยาแก้ไข ใช้ผลมะระต้มน้ำแล้วดื่ม อาการตัวร้อนจะหายไป
    9. แก้ไข้ที่เกิดจากกระทบความร้อน ใช้ผลสด 1 ผล ควักไส้ในออกใส่ใบชาเข้าไปแล้วประกบกันนำไปตากให้แห้งในที่ร่ม รับประทานครั้งละ 6-10 กรัม โดยต้มน้ำดื่มหรือชงน้ำดื่มต่างชา ก็ได้
    10. แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ผลสด 1 ผล ขูดไส้ในออก หั่น ฝอย ต้มน้ำดื่ม
    11.  

    12. แก้บิด ใช้น้ำคั้นจากผลสด 1 แก้ว ผสมน้ำดื่ม
    13. แก้บิดเฉียบพลันใช้ดอกสด 20 ดอก ตำคั้นเอาน้ำมาผสมน้ำผึ้งพอสมควรดื่ม

      แก้บิดปวดท้อง ถ่ายเป็นเมือกๆ ใช้รากสด 60 กรัม น้ำตาลกรวด 60 กรัม ต้มน้ำดื่ม ถ่ายเป็นเลือด ใช้รากสด 120 กรัม ต้มน้ำดื่ม

      แก้บิดถ่าย เป็นมูกหรือเลือดใช้เถาสด 1 กำมือ แก้บิดมูกใส่เหล้าต้มดื่ม แก้บิดเลือดให้ต้มน้ำดื่ม

    14. แก้แผลบวม ใช้ผลสดตำพอก
    15. แผลสุนัขกัด ใช้ใบสดตำพอก
    16. แก้ปวดฝี ใช้ใบแห้ง บดเป็นผงชงเหล้าอื่น แก้ฝีบวมอักเสบใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นหรือใช้รากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำพอก
    17. แก้ปวดฟัน ใช้รากสดตำพอก
    18. แก้คัน แก้หิด และโรคผิวหนังต่างๆ ใช้ผลแห้งบดเป็นผง ใช้โรยแผลแก้คันหรือทำเป็นขี้ผึ้ง ใช้ทาแก้หิดและโรคผิวหนังต่างๆ

ผล มี charanthin (b -sitosterol-b -D-glucoside กับ 5, 25 stigmastadiem 3b -ol-b -D-glucoside), serotonin และ aminno acid เช่น glutamic acid alanine, b -alanine phenylalanine proline, a -aminobutyric acid. gitrulline, galacturonic acid. P-insulin. guanylate cyclaes inhibitor, MAP 30

เมล็ด มี momordicine, protein, vicine, momordica charantia lectin momorcharin

ใบสด มี momordicine

สรุป

มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจนิยมบริโภคผลและยอดอ่อน มีรสขม พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เป็นพืชที่ปลูกง่ายชอบอากาศร้อน ในทางโภชนาการเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารอีกหลายชนิดด้วยกัน นอกจากนี้แล้วคุณค่าทางยานั้นยังเป็นสมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน รักษาโรคเอดส์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง แก้ไข แก้ร้อนในกระหายน้ำ เป็นต้น คนไทยส่วนใหญ่รู้คุณค่าและประโยชน์ของสมุนไพรจากการถ่ายทอดสืบต่อจากบรรพบุรุษและจากประสบการณ์ว่าสมุนไพรช่วยป้องกันโรคและบรรเทาอาการของโรคได้ ดังนั้นเราคนไทยหันมากินของไทย อยู่อย่างไทย ด้วยการอนุรักษ์สมุนไพรไทยที่ยังเหลืออยู่ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

ดารณี ศุภรีรารักษ์. 2544. สมุนไพรไทย : มะระ. เทคโนโลยี. 22:19-21.

ทศพร แจ้จรัส. 2531. ผักฤดูร้อน. เคยูบุ๊ค เซ็นเตอร์, กรุงเทพฯ. 206 น.

นันทวัน บุญยะประภัศ. 2542. สมุนไพรไม้พื้นบ้าน (3). บริษัทประชาชน, กรุงเทพฯ. 823 น.

ไมตรี สุทธิจิตต์. 2542. ผักพื้นบ้านและอาหารพื้นบ้านต้านโรคเอดส์ ; รวบรวมบทความการสัมมนาวิชาการ เรื่องผักพื้นบ้านและอาหารพื้นเมือง. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, กรุงเทพฯ. 316 น.

เมืองทอง ทวนศรี. 2525. สวนผัก. กลุ่มหนังสือเกษตร, กรุงเทพฯ. 324 น.

สถาบันการแพทย์แผนไทย. 2540. ผักพื้นบ้านความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. องค์การสังเคราะห์ทหารผ่านศึก, กรุงเทพฯ. 266 น.

สถาบันการแพทย์แผนไทย. 2541. ผักพื้นบ้านภาคอีสาน. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, กรุงเทพฯ. 302 น.

สุนทรี สิงหบุตรา. 2535. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด. บริษัทคุณ 39 จำกัด, กรุงเทพฯ. 260 น.

แสงไทย เค้าภูไท. 2544. เกษตรพัฒนา. บริษัทออฟเซ็ทเพรส จำกัด, นนทบุรี. 86 น.

กลับหน้าหลักสัมมนา

 

1