..

Harimau Malaya:

 

 

Biografi Tengku Mahmood Mahyiddeen  ISBN 967-942-432-4 184 hlm. RM25.00  Mohd Zamberi A Malek

Keberanian dan ketokohan Tengku Mahmood Mahyiddeen amat dikagumi. Beliau bertanggungjawab membawa reformasi pendidikan Kelantan yang ketika itu terikat dengan sistem tradisional. Apabila Jepun menduduki Tanah Melayu, beliau tampil memimpin pasukan sukarelawan Melayu menentang Jepun.  Bersama-sama tentera British, beliau berundur ke India untuk mendapat perlindungan. Di India, Tengku Mahmood Mahyiddeen diberi kepercayaan untuk memimpin Force 136 bahagian Melayu dan  melatih pejuang Melayu untuk menduduki semula Tanah Melayu secara perang gerila. Setelah Jepun tewas, beliau kembali ke Tanah Melayu dan  mula memikirkan nasib orang Melayu Patani yang masih dibelenggu penjajahan Siam. Sebagai seorang berketurunan Patani, sudah tentu nasib malang yang menimpa rakyat Patani turut menyentuh emosinya. Beliau meneruskan perjuangan membebaskan Patani dengan menyertai Gabungan Melayu Patani Raya (GEMPAR). Namun usahanya gagal kerana pertubuhan itu telah diharamkan oleh British dan beliau meninggal dunia dalam usia yang muda.

MOHD. ZAMBERI A. MALEK sebelum ini adalah pemenang pertandingan menulis Sejarah Malaysia 1996, anjuran Persatuan Sejarah Malaysia. Karya lain beliau terbitan Penerbit UKM adalah Suria Kencana : Biografi Jins Shamsudin (1998).

============================================================

ความเป็นมาของปัญหาภาคใต้และทางออก
ปัญหาการต่อสู้ของขบวนการปลดปล่อยปาตานี
ดร.วัน กาเดร์ เจ๊ะมาน
แปลโดย : ปริญญา นวลเปียน และ นิพนธ์ โซะเฮง

อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จังหวัดกาญจนบุรี
แปลจาก : "Conflict and Conflict Resolution: Malay Muslim Liberation Movement in Thailand".
Conference on "Conflict and Conflict resolution in the Muslim World".
Venue: Banquet Hall, Central Complex, IIUM., 18-19 February 2004.

(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 18 หน้ากระดาษ A4)

ดร.วัน กาเดร์ เจ๊ะมาน
รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติแห่งชาติมาเลย์เซีย
(International Islamic University Malasia, IIUM.) ประเทศมาเลย์เซีย
มีผลงานทางวิชาการโดดเด่นเกี่ยวกับ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทยและฟิลิปปินส์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขายังมีบทบาทเป็นที่รับรู้กันว่าอยู่ในฐานะผู้นำของขบวนการ BERSATU ที่เปิดเผยตัวเป็นที่รู้จักในสังคมไทยมากที่สุด
เขาเป็นชาวปัตตานีโดยกำเนิด เคยทำงานอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อภายหลังจบการศึกษา
ทางด้านรัฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบันเปลี่ยนไปถือสัญชาติมาเลย์เซียและพำนักอยู่ในประเทศมาเลย์เซีย

 


บทนำ
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยเคยเป็นดินแดนของชนชาติมาเลย์มุสลิมภายใต้ระบอบการปกครองแบบสุลต่านแห่งปาตานี แต่โดยอุบัติการณ์ทางการเมืองในช่วงสมัยอาณานิคม ส่งผลให้ปาตานีถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามในปี ค.ศ.1902 และจากสนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรกับสยามในปี ค.ศ.1909 มีผลรับรองการผนวกดินแดนดังกล่าวนี้ให้เกิดความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น จนท้ายที่สุดปาตานีก็ถูกสลายและแบ่งแยกออกเป็นพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ในเวลาต่อมาสตูลที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเคดาห์แห่งมลายา ก็ต้องตกเป็นอีกจังหวัดมาเลย์มุสลิมของประเทศไทย ด้วยผลจากข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนดินแดนกับเกาะลังกาวี

อย่างไรก็ตาม บรรดาชนชั้นนำชาวมาเลย์มุสลิมจำนวนหนึ่งตระหนักกันดีอยู่ว่า การผนวกดินแดนปาตานีและการดำเนินนโยบายบูรณาการแห่งชาติ (national integration) ของรัฐบาลไทย ก็คือลักษณะของลัทธิอาณานิคมภายในชาติ (internal colonialism) ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วมีความแตกต่างจากลัทธิอาณานิคมข้ามชาติ (external colonialism) ตรงที่ลัทธิอาณานิคมภายในชาติ จะไม่คำนึงเอาแต่ผลประโยชน์เชิงมูลค่าอย่างในลัทธิอาณานิคมข้ามชาติที่เจ้าอาณานิคมพร้อมจะถอนตัวออกไปได้เสมอ ถ้าหากว่าผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้มาไม่คุ้มค่ากับราคาที่ต้องใช้จ่ายลงไป (ดู Connor 1972: 319-55)

กรณีของการผนวกดินแดนปาตานีเข้าสู่อาณัติของราชอาณาจักรไทย และการพยายามบูรณาการเพื่อหลอมรวมอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงอยู่ภายใต้เหตุผลของลัทธิอาณานิคมภายในชาติ ที่มุ่งยึดถือเรื่องของอำนาจรัฐศูนย์กลางเหนือดินแดนครอบครองเป็นสิ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดทั้งมวล

พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ.1921 คือส่วนหนึ่งของนโยบายบูรณาการแห่งชาติที่รัฐบาลไทยกำหนดใช้ มีผลบังคับให้บุตรหลานของชาวมาเลย์มุสลิมต้องเดินเข้าสู่ระบบโรงเรียนชั้นประถมศึกษาของไทย ถือเป็นความพยายามในการส่งเสริมการใช้ภาษาไทยและกีดกันชนชาติมาเลย์มุสลิมออกจากภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง จนกระทั่งรัฐบาลไทยสั่งปิดบรรดาโรงเรียนของชาวมาเลย์มุสลิมทั้งหมดลงเมื่อปี ค.ศ.1923 ได้นำมาสู่การชุมนุมประท้วงและเกิดการจลาจลขึ้นทั่วพื้นที่อย่างรุนแรง

นโยบายบูรณาการแห่งชาติยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ถึงปี ค.ศ.1939 มีการประกาศใช้ระเบียบวัฒนธรรมไทยบังคับให้ชาวมาเลย์มุสลิมต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายและประเพณีนิยมแบบไทย ทั้งนี้ การฝ่าฝืนข้อบังคับดังกล่าวนี้จะต้องถูกปรับไหมและรับโทษทัณฑ์อย่างเข้มงวด สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นเมื่อการใช้ภาษามาเลย์และวัตรปฏิบัติทางศาสนาอิสลามถูกรัฐบาลไทยกำหนดให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ในปี ค.ศ.1944

จนกระทั่งปี ค.ศ.1961 รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้แนวนโยบาย "ปฏิรูปการศึกษา" ขึ้นในพื้นที่จังหวัดของชาวมาเลย์มุสลิม ปรับเปลี่ยนโรงเรียนสอนศาสนาแบบดั้งเดิม (ปอเนาะ) เสียใหม่ มีการขึ้นทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม จัดวางระบบการศึกษาไทยให้ครอบคลุมในทุกวิถีชีวิตของชาวมาเลย์มุสลิม เหล่านี้ก็เพื่อสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังความจงรักภักดีในสถาบันหลักอันประกอบด้วยชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของไทย

นโยบายบูรณาการแห่งชาติที่มีเป้าหมายในการหลอมรวมชนชาวมาเลย์มุสลิมเข้ากับศูนย์อำนาจที่กรุงเทพฯ ท้าทายต่อวิถีศรัทธาและอัตลักษณ์ของชุมชนมาเลย์มุสลิมเป็นยิ่งนัก ภายใต้ระบอบการปกครองที่หมายมุ่ง "วิวัฒน์" พลเมืองมาเลย์มุสลิมเข้าสู่กระบวนการความเป็นไทยอย่างยาวนานและเข้มข้นเช่นว่านี้ บรรดาชาวมาเลย์มุสลิมก็ได้ดำเนินการตอบโต้กลับคืนไปในหลากหลายวิธีการ อันรวมถึงรูปแบบการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนออกจากระบอบการปกครองไทย

รูปแบบของการต่อสู้: การแบ่งแยกดินแดน (separatist) และการแยกตัว (irredentism)

แนวความคิดเรื่องความเป็นเอกราชของบรรดาประชาชาติในอาณานิคม บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยังผลให้กระแสชาตินิยมแพร่กระจายสู่ชาวมุสลิมในภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง รวมถึงชาวมาเลย์มุสลิม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน ระหว่างช่วงเวลานั้นกลุ่มผู้นำชาตินิยมในพื้นที่ซึ่งไม่พอใจต่อระบอบการปกครองไทยได้ร่วมกันจัดตั้ง "สมาคมประชาชาติมาเลย์แห่งปาตานี" หรือมีชื่อในภาษามลายูว่า Gabongan Melayu Patani Raya (GAMPAR) นำโดยเจ้าชายพลัดถิ่นแห่งปาตานีคือ ตนกู มะหะหมัด มายุดดิน

GAMPAR มีเป้าหมายหลักเพื่อแบ่งแยกปาตานีเข้าไปรวมกับบรรดารัฐมาเลย์อื่นๆ บนคาบสมุทรมลายู ดังมีหนังสือพิมพ์ Sunday Tribune ฉบับวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1948 รายงานข่าวเรื่องนี้ว่า "ชาวมาเลย์พลัดถิ่นจากพื้นที่สี่จังหวัดจำนวนหลายร้อยคน ได้ร่วมจัดการประชุมขึ้นในโกตา บารู, กลันตัน และมลายา แสดงมติเห็นพ้องให้มีการเคลื่อนไหวแบ่งแยกพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหภาพมลายัน"

นอกเหนือจากนี้เมื่อ ฮัจญีสุหลง อับดุล กาเดร์ ผู้นำศาสนาคนสำคัญในพื้นที่ร่วมกับเหล่าบรรดาผู้ศรัทธา ได้มีบทบาทอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองของชาวมาเลย์มุสลิม ซึ่งรู้จักกันในนามของขบวนการประชาชนปาตานี (Patani people's Movement) หรือ PPM ถือเป็นปรากฏการณ์แรกของการเคลื่อนไหวภายใต้การควบคุมของผู้นำทางศาสนา และเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากการต่อสู้ในยุคแรกเริ่ม ที่การนำในขบวนการเคลื่อนไหวตกเป็นของเหล่ากลุ่มผู้นำเดิมของอดีตนครปาตานี

ช่วงเดือนเมษายน ค.ศ.1947 PPM ก็ได้จัดทำข้อเรียกร้องเสนอต่อรัฐบาลไทย อ้างถึงความจำเป็นในการปกครองตนเองของชาวมุสลิมในพื้นที่สี่จังหวัด จนนำมาสู่การจับกุม ฮัจญีสุหลงพร้อมพวกที่เป็นบุคคลใกล้ชิดอีกสองคนในข้อหากระทำการอันเป็นกบฏ เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.1948 เพียงช่วงเดือนถัดมาก็ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างชาวมาเลย์มุสลิมกับกองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สถานการณ์ความรุนแรงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุดในเดือนเมษายน ค.ศ.1948 เมื่อบรรดาชาวมาเลย์มุสลิมรวมตัวกันลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ที่สุด รู้จักกันในนามของ "กบฏดุซงญอ" ประเมินกันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชาวมาเลย์มุสลิมต้องสูญเสียชีวิตไปประมาณ 400 คน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตไปจำนวน 30 นาย ขณะเดียวกันก็มีชาวมาเลย์มุสลิมจากพื้นที่สี่จังหวัด หลบหนีเข้าไปยังรัฐมลายาเป็นจำนวนระหว่าง 3,000-6,000 คน (Straits Times, 29 และ 30 เมษายน ค.ศ.1948)

ผลพวงของเหตุการณ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในกลุ่มชาวมาเลย์มุสลิมของมลายา ให้แสดงการสนับสนุนแนวทางการแบ่งแยกดินแดนเข้าร่วมกับสหภาพมลายา ในขณะที่อังกฤษกลับแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางดังกล่าวนี้ ช่วงเดือนมกราคม ค.ศ.1949 ก็ปรากฏข้อตกลงร่วมระหว่างอังกฤษและไทย ในการร่วมกันดูแลพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนอย่างเคร่งครัด

อิทธิพลของกระแสอิสลามในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้การต่อสู้ของชาวมาเลย์มุสลิมยกระดับไปสู่เนื้อหาทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง เห็นได้จากที่ภายใต้การปกครองอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาลไทย แต่ตัวเลขของโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาและมัสยิดทั่วพื้นที่สี่จังหวัดกลับยิ่งเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น อันแสดงให้เห็นถึงความสนใจในการสร้างจิตวิญญาณของความเป็นอิสลาม พร้อมกับความพยายามในการธำรงรักษาอัตลักษณ์แห่งชนชาติของตนเองเอาไว้

นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มจำนวนขึ้นของกลุ่มเยาวชนที่เดินทางออกไปศึกษาวิชาการศาสนายังต่างประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาอิสลามในประเทศตะวันออกกลาง รวมทั้งตัวเลขของผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ก็ยิ่งมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ อาจนับได้ว่าชนชาวมาเลย์มุสลิมได้เข้าสู่ภาวะที่ตระหนักถึงความจำเป็นในการปกป้องแนวทางแห่งอิสลาม และเกิดสำนึกในการรักษาความเป็นชุมชนมาเลย์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งมีการจัดพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาปลุกเร้าจิตสำนึกทางการเมืองอีกจำนวนหนึ่ง เช่น "ประวัติศาสตร์มาเลย์ในราชอาณาจักรปาตานี" เขียนโดย อิบราฮิม สุกรี และ "สันติธรรม" (Light of Security) เขียนโดย ฮัจญีสุหลง อับดุล กาเดร์

อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่จะแบ่งแยกพื้นที่สี่จังหวัดไปเข้าร่วมกับสหภาพมลายานั้น ดำรงอยู่เพียงแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ดังเห็นได้จากการที่ขบวนการเคลื่อนไหวที่จัดตั้งขึ้นมานับตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา เริ่มมีแนวความคิดในการแบ่งแยกดินแดนเพื่อสถาปนารัฐเอกราชอย่างแท้จริงขึ้นมาแทนที่

ว่าด้วยขบวนการแบ่งแยกดินแดนของชาวมาเลย์มุสลิม
กล่าวในทางทฤษฎีแล้วการแบ่งแยกดินแดนโดยประเด็นทางเชื้อชาติ มักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลจากความอยุติธรรมทางการเมือง ที่อำนาจรัฐส่วนกลางกดขี่ข่มเหงกลุ่มชนชาติส่วนน้อย เช่นเดียวกับกรณีที่รัฐบาลไทยกระทำต่อชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่สี่จังหวัดนั่นเอง

ความคับแค้นใจต่อความอยุติธรรมเหล่านั้น จะกลายเป็นชนวนของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และนำไปสู่การต่อสู้ในรูปของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในท้ายที่สุด ซึ่งถ้าหากว่าความอยุติธรรมดังกล่าวบังเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้คนไม่มีความแตกต่างกันในทางภาษา ศาสนา หรือวิถีการดำเนินชีวิต ผลพวงแห่งความไม่พอใจจะแสดงปรากฏในลักษณะของการก่อกบฏมีรูปแบบเป็นสงครามกลางเมือง ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐขึ้นโดยตรง

ในบรรดาความแตกต่างโดยประการพื้นฐานแล้ว ประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนา อาจถือเป็นเงื่อนไขสำคัญให้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้เป็นอย่างดี ดังกรณีขบวนการเคลื่อนไหวของชนชาติส่วนน้อยชาวมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้นำประเด็นความขัดแย้งทางศาสนามาเป็นเครื่องมือ หรือใช้แนวทางอิสลามในการเคลื่อนไหวต่อสู้ รวมถึงเกิดการนำเอาหลักการอิสลามมาผสานเข้ากับแนวคิดแบบชาตินิยม ส่งผลให้สามารถทำความเข้าใจและได้รับการขานรับจากมวลชนของตนเองได้ เนื่องจากว่าทั้งแนวทางแห่งอิสลามและชาตินิยมมีความสอดคล้องต้องกันในภารกิจเพื่อต่อต้านการยึดครองนั่นเอง

การแบ่งแยกดินแดนของชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยและชาวโมโรในพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ต่างก็มีพื้นฐานของความขัดแย้งตั้งอยู่บนประเด็นทางวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องของเศรษฐกิจ และต่างก็มีสิทธิชอบธรรมภายใต้วิถีความเชื่อและหลักการทางศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม อันเนื่องจากว่าในทางอิสลาม จะไม่มีการแบ่งแยกเอาเรื่องของศาสนาออกไปจากเรื่องทางการเมือง แต่ศาสนาอิสลามจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญอยู่ในทุกๆ กิจกรรมของสังคม ซึ่งก็จะหมายรวมเอาประเด็นของการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

ในพื้นที่สี่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย เหล่าอดีตสมาชิกของ GAMPAR และ PPM ที่ได้ยุติบทบาทลงไปแล้ว จับมือร่วมกันจัดตั้งขบวนการ "แนวหน้าปลดปล่อยประชาชาติปาตานี" มีชื่อภาษามลายูว่า Barisan Nasional Pembebasan Patani (BNPP) ขึ้นในปี ค.ศ.1959 มีอดีตผู้นำของ GAMPAR คือ ตนกู อับดุล จาลัน บิน ตนกู อับดุล มุตตาลิบ เป็นหัวหน้าขบวนการ BNPP ถือเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนปาตานีกลุ่มแรกที่ได้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ พร้อมกับมีการประกาศเป้าหมายของการแบ่งแยกดินแดนเพื่อสถาปนารัฐปาตานีเป็นอิสระ แทนแนวทางการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพมลายา จนกระทั่งถึงช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 จึงได้เปลี่ยนชื่อของขบวนการมาเป็น Barisan Islam Pembebasan Patani (BIPP)

แต่จากการที่ BIPP ถูกควบคุมโดยอดีตผู้นำนครปาตานีซึ่งมีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ทำให้กลุ่มมุสลิมหัวก้าวหน้าปฏิเสธที่จะเข้าร่วมขบวนการด้วย ในปี ค.ศ.1963 กลุ่มดังกล่าวนี้ภายใต้การนำของ อุสตาส การีม ฮัสซัน ก็ได้จัดตั้งขบวนการ "แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ" มีชื่อภาษามลายูว่า Barisan Revolusi Nasional (BRN) ตั้งเป้าหมายเพื่อสถาปนาสาธารณรัฐปาตานีขึ้นเป็นรัฐเอกราช

ในระยะเริ่มแรก BRN ได้ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งองค์กรการเมือง มากกว่าที่จะเปิดแนวรบการสู้รบแบบกองโจร โดยอาศัยสถาบันการศึกษาทางศาสนาคือ "ปอเนาะ" (pondok) เป็นฐานในการเคลื่อนไหวมวลชน เพียงช่วงระยะเวลา 5 ปี BRN ก็สามารถสร้างอิทธิพลขึ้นในปอเนาะหลายแห่งของพื้นที่จังหวัดมุสลิมได้ จนกระทั่งปี ค.ศ.1968 BRN จึงได้เริ่มจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธของตนเองขึ้นมา

ขบวนการทั้งสองคือ BIPP และ BRN ได้สะท้อนให้เห็นถึงเหรียญสองด้านภายในขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั่นคือ ถึงแม้ว่ามีด้านที่เป็นเหตุและผลที่ดีได้ในหลายประการ แต่ก็อาจกล่าวถึงในอีกด้านหนึ่งได้ว่า การเกิดขึ้นของขบวนการที่มีแนวอุดมการณ์แตกต่างกัน คือแนวคิดแบบอิสลามดั้งเดิม (orthodox Islam) ของ BIPP และแนวคิดแบบสังคมนิยมอิสลาม (Islamic socialism) ของ BRN สะท้อนให้เห็นความแตกแยกที่ไม่อาจผสานร่วมกันได้ จนนำไปสู่การขาดเอกภาพและมีผลบั่นทอนพลังของการต่อสู้ลงไป

ภายในปีเดียวกับการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธของ BRN ได้มีการจัดตั้ง "องค์กรกู้เอกราชสหปาตานี" ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Patani United Liberation Organization (PULO) [เวปไซต์ทางการของ PULO ระบุชื่อเรียกเป็นภาษามลายูไว้ว่า Pertubuhan Pembebasan Patani Bersatu แปลเป็นภาษาไทยไว้ว่า "องค์กรกู้เอกราชสหปาตานี" (ผู้แปล)] ขึ้นมาอีกขบวนการหนึ่ง โดยการนำของ ตนกู บีรา (วีรา) โกตานีลา หรือกาบีร์ อับดุล เราะฮ์มาน ซึ่งสำเร็จการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์จากประเทศอินเดีย

ภายหลังจากนั้น ตนกู บีรา ก็ได้เดินทางสู่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยอาศัยแนวคิดแบบชาตินิยมปลุกเร้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวปาตานีรุ่นใหม่เข้าร่วมในขบวนการ

กล่าวได้ว่าข้อแตกต่างประการสำคัญระหว่าง PULO กับ BIPP และ BRN ก็คือ PULO ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักศึกษาในประเทศมาเลย์เซีย ปากีสถาน และประเทศกลุ่มอาหรับอย่างกว้างขวางที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกภายในขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งสามกลุ่มล้วนแต่เป็นผลมาจากความขัดแย้งกันในแนวอุดมการณ์ ยุทธวิธีของการต่อสู้ และสถานภาพของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก หาใช่เกิดขึ้นมาจากความแตกต่างกันในทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมความเชื่ออื่นใด ทั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ต่างอาศัยวิธีการต่อสู้ทางอาวุธเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปลดปล่อยดินแดนปาตานี เช่นเดียวกับการที่กลุ่มผู้นำและสมาชิกต่างก็ยึดถือหลักการแห่งอิสลามที่ว่า "บรรดาผู้ศรัทธาย่อมจะต่อสู้เพื่อองค์อัลเลาะห์เจ้า ทั้งด้วยทรัพย์สมบัติของเขาและเลือดเนื้อของเขา"

ขบวนการเหล่านี้จะมีการฝึกอบรมกองกำลังของตนทั้งในหลักสูตรการทหารและการเมือง มีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกทั้งเก่าและใหม่รับรู้ร่วมกันในเป้าหมาย อุดมการณ์ รวมทั้งระเบียบวินัยของขบวนการ ซึ่งโดยปกติแล้ว การฝึกอบรมจะกระทำกันในพื้นที่จังหวัดมุสลิมเป็นหลัก เว้นแต่ในบางครั้งก็อาจจะมีการส่งนักรบไปฝึกอบรมวิชาการทหารเพิ่มเติมยังค่ายฝึกในต่างประเทศ เช่น ประเทศลิเบียและซีเรีย

นอกจากนี้แนวทางการต่อสู้ของขบวนการเหล่านี้ยังได้รับอิทธิพลจากบรรดานักศึกษาที่อยู่ในต่างประเทศ ส่งผลให้มีการแสดงบทบาทที่แตกต่างไปจากเดิม ดังเห็นได้ในการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จากที่เคยเป็นเพียงกลุ่ม "โจรก่อการร้าย" ตามที่รัฐบาลไทยเรียกขานอยู่เสมอไปสู่แนวทางการต่อสู้ตามแบบ "จีฮัด" (jihad) ในที่สุด

การสนับสนุนจากภายนอกประเทศที่สำคัญอีกประการคือเงินทุนสำหรับการเคลื่อนไหว ซึ่งมักจะได้รับเงินบริจาคจากกลุ่มตระกูลร่ำรวยในบรรดาประเทศมุสลิม ส่วนภายในพื้นที่ก็มีการเรี่ยไรขอบริจาค การระดมเงินทุนอาจจะกระทำกันในนามขององค์กรการกุศลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีแหล่งเงินทุนหลักจากการสนับสนุนของผู้เลื่อมใสต่อแนวทางการต่อสู้ของขบวนการ รายได้หลักอีกส่วนหนึ่งจะได้มาจากการเรียกเก็บค่าคุ้มครองในผลประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการจับคนเรียกค่าไถ่ด้วยเช่นกัน เงินทุนของขบวนการเหล่านี้ก็จะหมดไปกับภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติการ การดำเนินงาน และการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกนั่นเอง

กล่าวได้ว่าในระหว่างปี ค.ศ.1968-1975 เป็นช่วงเวลาที่กองกำลังติดอาวุธของขบวนการทั้งสามกลุ่มปฏิบัติการได้เข้มแข็งมากที่สุด ทั้งด้วยการดักซุ่มและเข้าโจมตีฐานที่ตั้งของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยราชการอื่นๆ เป็นระยะ รวมทั้งมีการจับคนเรียกค่าไถ่และเรียกเก็บค่าคุ้มครองกับนักธุรกิจที่มีบริษัทห้างร้านอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวเหล่านี้สามารถทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตลอดถึงคนไทยโดยทั่วไปพากันรู้จักขบวนการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี รัฐบาลไทยต้องส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติพิเศษที่เป็นกองกำลังผสมทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดน (อ.ส.) ร่วมกันปฏิบัติการในพื้นที่ ตัวเลขของรัฐบาลยอมรับว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีรายงานเหตุการณ์ปะทะกับกองกำลังชาวมาเลย์มุสลิมจำนวน 385 ครั้ง ชาวมาเลย์มุสลิมเสียชีวิตจำนวน 329 ราย เข้ามอบตัวกับทางการ 165 ราย ถูกจับกุมอีก 1,208 ราย ยึดอาวุธปืนได้เป็นจำนวน 1,546 กระบอก และเผาทำลายค่ายพักของขบวนการได้อีก 250 แห่ง นอกเหนือจากมีการใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงแล้ว รัฐบาลไทยก็ยังคงดำเนินนโยบายการผสมกลมกลืนแห่งชาติเพื่อตัดตอนความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการกับมวลชนในพื้นที่ไปพร้อมๆ กันด้วย

ถึงช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 ก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายเหตุการณ์ด้วยกัน เริ่มจากรองประธานของ BIPP คือ วาฮ์ยุดดิน มูฮัมหมัด แยกตัวออกมาจัดตั้ง "ขบวนการมูจาฮีดินปาตานี" มีชื่อในภาษามลายูว่า Garakan Mujahidin Patani (GMP) ขึ้นมา เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 อับดุล เราะฮ์มาน ปูติฮ์ หรือ ซิกกู แม อันตา ประกาศแยกตัวออกจาก GMP และจัดตั้ง "ขบวนการมูจาฮีดินอิสลามปาตานี" มีชื่อเป็นภาษามลายูว่า Garakan Mujahidin Islam Patani (GMIP) ด้วยเหตุผลว่าขบวนการเดิมให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้นำและเน้นเคลื่อนไหวทางการเมืองมากกว่าปฏิบัติการทางทหาร

ช่วงเวลาพร้อมๆ กันนั้น PULO ก็มีการแตกออกเป็นขบวนการ "PULO เดิม" และ "PULO ใหม่" โดยที่ PULO เดิม มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศซีเรียและยังคงมี ตนกู บีรา โกตานีลา เป็นผู้นำ ในขณะที่ PULO ใหม่ มีผู้นำชื่อ อับดุล เราะฮ์มาน เบตง และในปี ค.ศ.1988 ก็เกิดการแยกตัวออกจาก PULO ใหม่ จัดตั้งขบวนการย่อยในนามของ PULO-88 โดยมี ฮารัน มูเล็ง มหาบัณฑิตรัฐศาสตร์จาก University of Lund ประเทศสวีเดน เป็นผู้นำของขบวนการ

ในส่วนของ PULO ใหม่ ภายหลังจากผู้นำคือ อับดุล เราะห์มาน เบตง ถูกทางการไทยจับกุมตัวเมื่อปี ค.ศ.1998 และต้องโทษถึงจำคุกตลอดชีวิตก็ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ต่อไป โดยที่ไม่มีการประกาศตัวผู้นำสูงสุดของขบวนการออกมาแต่อย่างใด และในทำนองเดียวกับ PULO ขบวนการ BRN ก็มีการแตกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ "แนวร่วม BRN" กลุ่มหนึ่ง และ "สภา BRN" อีกกลุ่มหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะปรากฏชื่อขบวนการ "BRN-Ulama" เคลื่อนไหวอยู่ด้วยแต่กลุ่มนี้ก็อยู่ภายใต้ขบวนการแนวร่วม BRN นั่นเอง

เดือนตุลาคม 1991 ขบวนการ BIPP, สภา BRN, PULO ใหม่ และ GMP ได้บรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งองค์กรร่วม (Umbrella organization) ในนามของ "แนวร่วมเพื่อเอกราชแห่งปาตานี" มีชื่อเป็นภาษามลายูว่า Barisan Bersatu Kemerdekaan Patani (BERSATU) โดยมี ดร.มฮาดิร์ ดาอุด ประธานขบวนการ BIPP ขึ้นเป็นประธาน BERSATU และเขายังคงดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนปัจจุบัน

ภายหลังความร่วมมือ BERSATU ได้ประกาศคำต่อต้านแนวทางลัทธิอาณานิคมและนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการลบล้างวิถีชีวิต ความเชื่อ และประเพณีปฏิบัติของชนชาวมาเลย์มุสลิม และต่อพฤติกรรมของรัฐบาลไทยที่กดขี่บีบคั้น ไร้ความยุติธรรม และการจงใจละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงด้วยการลอบสังหาร การ "อุ้ม" ลักพาตัวและกระทำทรมานผู้ต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดมุสลิม (Conference of Patani Freedom-Fighters, 1989)

กล่าวได้ว่า การร่วมมือกันในนามของ BERSATU ปลุกเร้าจิตวิญญาณและจิตสำนึกที่ต้องการปลดปล่อยปาตานีร่วมกันขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมทั้งสามารถเป็นความหวังให้กับบรรดาแนวร่วมและมวลชนได้อย่างแท้จริง

เป้าหมายการต่อสู้ของชนชาวมาเลย์มุสลิม
โดยทั่วไปแล้ว เป้าหมายในการต่อสู้ของชนชาวมาเลย์มุสลิมมีลักษณะแตกต่างกันอยู่ 3 แนวทางด้วยกันคือ แนวทางประการแรก มุ่งหวังแบ่งแยกดินแดน 4 จังหวัดมุสลิมออกจากประเทศไทย เพื่อสถาปนารัฐอธิปไตยของชนชาวมาเลย์มุสลิมที่ตั้งอยู่บนแนวทางแห่งอิสลามและหลักการประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะมีระบอบการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ หรือใช้ระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ก็ได้ แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองจะต้องเป็นชาวมาเลย์มุสลิมด้วยกันเท่านั้น

แนวทางประการต่อมา เมื่อไม่อาจจะบรรลุเป้าหมายประการแรกได้แล้วก็จะต้องต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งสถานะของรัฐบาลท้องถิ่น ให้สามารถจัดการปกครองตนเองนับตั้งแต่ในระดับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

แนวทางประการสุดท้าย ถ้าหากว่ายังไม่อาจจะบรรลุเป้าหมายทั้งสองแนวทางที่กล่าวมาข้างต้นได้ ก็จะต้องต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชนชาวมาเลย์มุสลิม และปกป้องสถานะของการเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดมุสลิมของตนเอาไว้

ส่วนในรายละเอียดนั้น แต่ละขบวนการก็ยังมีเป้าหมายในการต่อสู้ของตนเองแตกต่างกันอยู่ ดังเช่น BIPP ต้องการจะสถาปนารัฐอิสลามแห่งปาตานี ส่วน BRN ต้องการสร้างสาธารณรัฐสังคมนิยมอิสลามแห่งปาตานี ในขณะที่ PULO มีแนวโน้มไปในทางการสร้างสรรค์รัฐประชาธิปไตย แต่หากกล่าวเฉพาะการปฏิบัติการของขบวนการเหล่านี้ ต่างก็ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการต่อสู้แบบ "จีฮัด" ในฐานะของนักรบมุสลิมแล้ว ไม่ว่าผลจากการต่อสู้จะสิ้นสุดลงอย่างไรก็ตาม ย่อมจะถือได้ว่าภารกิจต่อภายภาคหน้าได้บรรลุอย่างสมบูรณ์ ด้วยในท้ายที่สุดแล้ว องค์อัลเลาะห์จะเป็นผู้ทรงตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของมุสลิมที่ดีเสมอ

สถานการณ์สมัยปัจจุบัน
การต่อสู้ชนชาวมาเลย์มุสลิมเพื่อปลดปล่อยตนเองออกจากระบอบการปกครองไทยที่ดำเนินสืบเนื่องมานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 หรือภายหลังจากที่ปาตานีถูกผนวกรวมเข้ากับประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ.1902 กล่าวได้ว่าการต่อสู้ในทุกวันนี้ยิ่งทวีความรุนแรง และสั่นคลอนความมั่นคงของอำนาจรัฐไทยในพื้นที่จังหวัดมาเลย์มุสลิมมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง เกิดเหตุการณ์ลอบเผาโรงเรียนของรัฐ การเข้าปล้นอาวุธจากคลังแสงของกองทัพบก การโจมตีป้อมตำรวจ รวมทั้งเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พระภิกษุ และชาวพุทธอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศกฏอัยการศึกขึ้นในพื้นที่

ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกล่าวปรามาสว่าเป็นเพียงการกระทำของ "โจรกระจอก" ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ แต่ในที่สุดก็ต้องออกมายอมรับข้อเท็จจริงและชี้แจงว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสตูล โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระทำของสมาชิกในขบวนการแบ่งแยกดินแดนชาวมาเลย์มุสลิมนั่นเอง

เหตุการณ์ปล้นอาวุธจากคลังแสงของกองทัพบก
เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.2004 กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายจำนวนราว 60 คน บุกเข้าโจมตีคลังแสงเก็บอาวุธของกองทัพบกในค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ พื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส กองกำลังดังกล่าวได้สังหารทหารไป 4 นาย ก่อนหลบหนีไปพร้อมกับอาวุธปืนเอ็ม-16 และอาวุธปืนสั้นรวม 437 กระบอก ทั้งนี้ การบุกเข้าโจมตีค่ายทหารในทำนองเดียวกันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในท้องที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เมื่อช่วงปี ค.ศ.2003 ที่ผ่านมา

ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฝ่ายทหารออกมาระบุว่าค่ายทหารที่ถูกโจมตีเป็นเพียงกองพันทหารช่างไม่ใช่หน่วยสู้รบ โดยกองทัพภาคที่ 4 แถลงข่าวว่า "เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดน 3 กลุ่มคือ PULO, BRN และกลุ่มมูจาฮีดินปาตานี" (The Nation, 5 January 2004) อย่างไรก็ตาม ควรเชื่อได้ว่าการปล้นอาวุธปืนในครั้งนี้ก็เพื่อนำไปใช้ในขบวนการแบ่งแยกดินแดนมากกว่าที่จะนำเอาไปขายอย่างที่ทางการไทยระบุไว้

ผลพวงจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายอยู่ที่อาวุธปืนและให้ความเห็นว่า "ทหารภายในค่ายบางนายถูกสงสัยว่ามีส่วนรู้เห็นกับปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้ด้วย" (อ้างแล้ว) นายกรัฐมนตรีเองก็แสดงท่าทีไม่พอใจและกล่าวตำหนินายวัน มูฮัมหมัด นอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรงว่า ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ได้ดีพอที่จะหาทางป้องกันเหตุการณ์เอาไว้ได้

นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความคิดเห็นว่าการโจมตีค่ายทหารอาจจะเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติอย่างขบวนเจไอ (Jamaah Islamiah) และสั่งการให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการในส่วนของตนอย่างเคร่งครัด ทำให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ธรรมรักษ์ อิสรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผู้บัญชาการทหารบก ต้องเดินทางโดยเครื่องบินสู่จังหวัดนราธิวาสเพื่อติดตามสถานการณ์ การที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรุนแรงของสถานการณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

กองทัพบกได้ทำการสอบสวนทหารเกณฑ์สังกัดค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ที่เป็นชาวมาเลย์มุสลิมจำนวน 65 นาย และประกาศตั้งสินบนเป็นเงิน 1 ล้านบาทแก่ผู้ที่ให้เบาะแสที่สามารถนำไปสู่การจับกุมตัวผู้บงการในครั้งนี้ได้ ช่วงเวลากว่า 1 เดือนภายหลังเหตุการณ์มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 12 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นบุคคลสัญชาติมาเลย์เซีย แต่ก็ยังไม่มีการตั้งข้อหาร้ายแรงกับบุคคลเหล่านี้แต่อย่างใด

เหตุการณ์ลอบเผาโรงเรียนของรัฐ
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับเหตุการณ์บุกเข้าโจมตีค่ายทหาร ก็เกิดการลอบเผาโรงเรียนของรัฐรวม 20 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการลอบเผาป้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 2 แห่ง ในพื้นที่ 11 อำเภอจากจำนวน 13 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส โดยทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. ทั้งสิ้น ซึ่งเหตุการณ์ทำนองเดียวกันได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ.1993 โดยมีการลอบเผาโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐพร้อมๆ กัน รวมถึง 39 แห่งในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวนหนึ่งแต่ทั้งหมดก็ถูกศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด

เหตุการณ์ล่าสุดส่งผลให้โรงเรียนของรัฐในพื้นที่จังหวัดมุสลิมมากกว่า 1,000 แห่ง ต้องประกาศปิดชั่วคราวในช่วงระหว่างสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคมถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 เนื่องจากเกรงว่าจะมีการทำร้ายครูและเด็กนักเรียนขึ้น

ต่อคำถามที่มีมาตลอดว่า ทำไมจึงต้องมีการเผาโรงเรียนของรัฐ ? คำตอบก็คือในสายตาของผู้ร่วมอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน โรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้สร้างคุณูปการต่อชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่ แต่ตรงกันข้ามกันนั้นโรงเรียนภายใต้ระบอบการศึกษาของไทย กลับเป็นตัวบ่อนทำลายอัตลักษณ์ทั้งศาสนา ภาษา และประวัติศาสตร์ของชนชาวมาเลย์มุสลิมให้ค่อยๆ เสื่อมสลายลงไป

ทุกวันนี้บรรดาคนหนุ่มสาวมุสลิมในพื้นที่กำลังเข้าสู่ความเป็นไทยมากขึ้นเรื่อยๆ มีจำนวนไม่น้อยที่พูดและเขียนภาษามาเลย์ไม่ได้ ทั้งที่ในคนรุ่นปู่ย่าไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เลยแม้เพียงถ้อยคำเดียว คนรุ่นใหม่ที่ยอมรับความเป็นไทยเหล่านี้อาจยังไม่รับรู้ว่าแท้จริงแล้ว คนไทยโดยทั่วไปหาได้ยอมรับพวกเขาในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน แต่ยังคงเห็นพวกเขาเป็นชาวไทยมุสลิมแห่งปาตานีหรือเป็นชาวมาเลย์อยู่เช่นเดิม แม้กระนั้นก็ยังมีชาวมาเลย์มุสลิมบางส่วนที่เล็งเห็นถึงผลตอบแทนจากระบบการศึกษาของไทย ในอันที่จะช่วยอำนวยโอกาสให้สามารถมีอาชีพและการงานที่ดีขึ้นได้นั่นเอง

เหตุการณ์บุกโจมตีป้อมตำรวจ การลอบเผาวัดและมัสยิด
เวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2004 กองกำลังของขบวนการแบ่งแยกไม่ทราบจำนวน เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มของ มันโซร์ ตายิบ ผู้นำขบวนการ PULO บุกเข้าโจมตีป้อมตำรวจในอำเภอเบตง การยิงปะทะกินเวลานานกว่า 10 นาที มันโซร์ก็นำกองกำลังหลบหนีเข้าสู่แนวป่าใกล้เขตแดนประเทศมาเลย์เซีย

ผลของการโจมตีครั้งนี้ไม่ปรากฏรายงานความสูญเสียของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ในช่วงเวลาเดียวกันก็เกิดเหตุการณ์เผายางรถยนต์บนถนนหลายสายในเขตจังหวัดยะลา และมีการขู่วางระเบิดทั้งจริงและปลอมในจังหวัดยะลาและปัตตานีอีกไม่น้อยกว่า 5 จุด จนกระทั่งวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2004 เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ต้องเสียชีวิตขณะพยายามกู้ระเบิดที่ถูกวางไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งจอดทิ้งไว้ด้านหน้าอาคารบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี

วันที่ 23 และ 24 มกราคม ค.ศ. 2004 เกิดเหตุการณ์ลอบเผาวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานีและมัสยิดอีกแห่งในจังหวัดยะลา วันต่อมามีพระภิกษุ 2 รูป และสามเณรวัย 13 ปี ชาวพุทธอีก 2 ราย ถูกคนร้ายซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้อาวุธสังหารจนเสียชีวิต รายงานข่าวระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน (Bangkok Post, 25 มกราคม 2004) นอกจากนี้ยังมีการใช้โทรศัพท์ขู่ขวัญแจ้งว่ามีการวางระเบิดไว้ภายในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ แต่การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบเพียงกล่องต้องสงสัยบรรจุยาเวชภัณฑ์วางอยู่บริเวณหน้าลิฟท์โดยสารของโรงพยาบาล (The Nation, 31 มกราคม 2004)

ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนำไปสู่สถานการณ์ขั้นตึงเครียดขึ้นในพื้นที่ ในจังหวัดยะลา มีการเปิดประชุมร่วมกันระหว่าง พล.ท.พงศ์ศักดิ์ เอกบรรณสิงห์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด ผู้นำคณะสงฆ์และประธานกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแก่วัดและมัสยิด รวมถึงโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนด้วย

ในช่วงเวลาเดียวกันก็ปรากฏรายงานข่าวการจัดส่งกำลังทหารบกและนาวิกโยธินจำนวนมากลงมาเสริมกำลังในพื้นที่ 4 จังหวัด (อ้างแล้ว) เพื่อควบคุมสถานการณ์ซึ่งข่าวกรองทางทหารระบุว่าความรุนแรงอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เกิดจากปฏิบัติการของขบวนการ PULO, BRN, GMIP และ BERSATU ที่มีเป้าหมายเพื่อการสถาปนา "รัฐอิสลามแห่งปาตานี" ขึ้นให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2008 (Bangkok Post, 2 กุมภาพันธ์ 2004)

กล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ดำรงอยู่มิใช่สิ่งใหม่ หรือเป็นประเด็นปลีกย่อยสำหรับศูนย์อำนาจรัฐไทยที่กรุงเทพแต่อย่างใด ที่ผ่านมารัฐบาลไทยแต่ละสมัยต่างประสบความล้มเหลวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะบ่อนทำลายเอกภาพและอธิปไตยของรัฐไทยลงได้ก็ตาม แต่การต่อสู้ที่ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็สามารถก่อให้เกิดความสั่นคลอนต่อความมั่นคงของอำนาจรัฐไทยในพื้นที่ตลอดมา

สถานการณ์นับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 แสดงให้เห็นถึงการขยายพื้นที่เป้าหมายปฏิบัติการของขบวนการแบ่งแยกดินแดน จากที่เคยมีการลอบเผาโรงเรียนของรัฐก็มีการรวมเอาวัดวาอารามเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับการลอบสังหารที่เคยมีเป้าหมายอยู่ที่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ก็ปรากฏการทำร้ายและสังหารพระภิกษุกับชาวพุทธในพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย

คำตอบอย่างหนึ่งของความรุนแรงเหล่านี้ก็คือ นั่นเป็นการตอบโต้ต่อความอยุติธรรมนานับประการที่พวกเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแบบเหวี่ยงแห การหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยของชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่ รวมถึงการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถือสิทธิเข้าตรวจค้นบ้านเรือนและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างมิชอบธรรม ซึ่งบรรดาความอยุติธรรมเหล่านี้ ยิ่งมีเพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่มีการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่

ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกดินแดนใน 2 ลักษณะคือ การใช้กองกำลังเข้าปราบปรามและการโน้มน้าวใจมวลชน

แนวนโยบายจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้มีกองทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ โดยทางกองทัพภาคที่ 4 เป็นหน่วยงานหลักในการใช้กองกำลังทหารปราบปรามขบวนการที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ในขณะที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนสามารถยืนหยัดต่อสู้มาได้ก็มิใช่เพราะมีกองกำลังที่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรได้ หากแต่เป็นเพราะพวกเขาสามารถสร้างความเข้าใจจนได้รับการสนับสนุนจากชาวมาเลย์มุสลิมผู้เป็นชนส่วนใหญ่ในพื้นที่นั่นเอง

สำหรับการโน้มน้าวใจมวลชนซึ่งเป็นอีกแนวนโยบายสำคัญนั้น ทางกองทัพภาคที่ 4 ได้ใช้มาตรการ 2 ระดับคือ เปิดการเจรจาในระดับขบวนการและการชักจูงใจระดับบุคคล

แนวทางแรกกองทัพจะส่งตัวแทนติดต่อขอเปิดการเจรจาร่วมกันกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนเป็นรายกลุ่ม ซึ่งมักจะมีการยื่นข้อเสนอให้ยอมจำนนต่อทางการไทยโดยแลกเปลี่ยนกับการนิรโทษกรรม รวมทั้งเสนอผลประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกของขบวนการ อาทิ การบรรจุเข้าเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อ.ส.) ซึ่งมีค่าตอบแทนเป็นรายเดือน พร้อมทั้งมอบที่ดินทำกินและเงินทุนอีกจำนวนหนึ่งให้ (Che Man 1995: 246)

การเปิดเจรจากันเช่นว่านี้สามารถสร้างภาพให้เห็นว่ามีกลุ่มขบวนการยอมจำนนเข้ามอบตัวต่อทางการไทยได้บ้าง หากทว่ากลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านั้นมักจะมิได้เป็นสมาชิกระดับนำของขบวนการแต่อย่างใด และโดยส่วนมากแล้วจะได้ตัวมาแค่อาชญากรธรรมดาหรือบ้างก็เป็นผู้ที่ถูกขับไล่ออกมาจากขบวนการนั่นเอง

มาตรการประการต่อมาก็คือการชักจูงใจเป็นรายบุคคล ซึ่งทางการมักจะใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นชาวมาเลย์มุสลิมด้วยกัน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือดาโต๊ะอิสลาม ในการเกลี้ยกล่อมผู้ร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนให้ถอนตัวออกมา แต่อาจกล่าวได้ว่าวิธีการนี้ประสบผลสำเร็จต่ำมาก ด้วยเหตุผลที่บรรดาผู้เข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ต่างก็รู้กันดีอยู่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้นไม่อาจมีอำนาจที่จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ต่อกันได้เลย และเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ต่างก็แสดงบทบาทเพื่อรักษาผลประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอาไว้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งหมดต่างก็ไม่อาจสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มของตนได้ ก็เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการคือ
 

ประการแรก ขบวนการเหล่านี้เป็นกองกำลังที่จัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของแนวความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ผสมกับแรงดลใจทางศาสนา แต่ยังไม่อาจพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพได้

ประการที่สอง
การแตกแยกเป็นฝักฝ่ายระหว่างกลุ่มขบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกกระตุ้นจากความแตกแยกกันในระหว่างประชาชาติมุสลิม ที่ให้การสนับสนุนขบวนการเหล่านี้อยู่

ประการที่สาม
ถึงแม้ว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ต่างก็ต่อสู้กับอำนาจรัฐไทยอย่างต่อเนื่องมาก็ตาม แต่สามารถนับเอาได้ว่าประเทศไทยไม่เพียงแต่เป็นรัฐที่เข้มแข็งเท่านั้น หากยังเป็นรัฐที่มีประสบการณ์ในการปกครองเหล่าบรรดาชนชาติส่วนน้อยต่างมาอย่างยาวนาน และ

ประการสุดท้าย ระบบรัฐประชาชาติในทุกวันนี้มุ่งให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลกระทบที่ชนกลุ่มน้อยต่อต้านรัฐบาลกลาง อาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันผลประโยชน์แห่งชาติ ได้เข้ามาบดบังจิตสำนึกและความรู้สึกร่วมในทางชาติพันธุ์แบบเดิมไปจนสิ้นแล้ว
แต่ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะไม่อาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลไทยได้อย่างเต็มที่ก็ตาม การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดินแดนปาตานีก็ยังคงดำเนินต่อไป สืบเนื่องมาจากการต่อสู้ของพวกเขาได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไขปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ และศาสนา ซึ่งยังคงคุกรุ่นจนไม่อาจดับคลายลงได้อย่างง่ายดายภายใต้กระบวนการต่างๆ ที่รัฐไทยดำเนินการอยู่
หากมุ่งหวังจะแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กล่าวคือ เฉพาะหน้านี้จะต้องมีการคัดสรรเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความรู้ ความสามารถ และซื่อสัตย์สุจริตลงมาปฏิบัติราชการในพื้นที่ การมีระบบราชการที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมกันนั้นก็ต้องมีการเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี และศาสนาของชาวมาเลย์มุสลิมที่แตกต่างออกไปจากบริเวณอื่น

สำหรับนโยบายในระยะยาวนั้น รัฐบาลไทยจำต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่าชนชาวมาเลย์มุสลิมมิใช่คนไทย และพวกเขาคือผู้คนดั้งเดิมในพื้นที่ ดังนั้น นโยบายต่างๆ ที่จะกำหนดขึ้นมาจะต้องคำนึงถึงประเด็นที่กล่าวมาแล้วด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยควรจัดหาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้กับพวกเขาอย่างเท่าเทียมกับพื้นที่อื่นๆ สนับสนุนการลงทุนที่ไม่ขัดกับวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น จัดระบบการศึกษาให้เหมาะสมกับยุวชนมุสลิม นับตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงระดับอุดมศึกษา มีระบบสาธารณสุขที่ดีมารองรับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของพวกเขา และโปรดจงทำความเข้าใจและให้ความไว้วางใจเปิดกว้างให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ ให้มากที่สุด คำนึงไว้ตลอดว่าควรหลีกเลี่ยงนโยบายบีบบังคับใดๆ ขึ้นมาอีก

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความพยายามในการแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับสร้างเอกภาพบนความแตกต่างหลากหลาย เพราะเพียงด้วยวิธีการเหล่านี้เท่านั้น ที่จะสามารถจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ลงไปได้ เพื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายในการต่อสู้ของชนชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่ จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากการแบ่งแยกดินแดนไปสู่การยอมรับวิถีทางที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

บทสรุป
การผนวกเอาดินแดนปาตานีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย และได้ผ่านการรับรองจากอังกฤษโดยผลของสนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรกับสยาม ค.ศ. 1909 ภายใต้รูปแบบของลัทธิอาณานิคมแห่งชาติเช่นนี้ ผู้ปกครองไทยได้รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐที่กรุงเทพฯ และดำเนินนโยบายผสมกลมกลืนชนชาวมาเลย์มุสลิมอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องประสบกับการต่อต้านกระบวนการดังกล่าวจากชนชาวมาเลย์มุสลิมในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการต่อสู้ตามรูปแบบของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนในช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา จึงหาได้เกิดจากประเด็นทางเศรษฐกิจดังที่บางคนกล่าวอ้างไว้ หากแต่เกิดขึ้นมาจากประเด็นของความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ในระหว่างชนชาวมาเลย์มุสลิมแห่งปาตานีกับชาวไทยพุทธ ซึ่งดำเนินติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานานนับศตวรรษ โดยผู้นิยมแนวทางการแบ่งแยกดินแดนเห็นว่า การพยายามเข้าควบคุมชุมชนชาวมาเลย์มุสลิมของรัฐบาลไทย เป็นการคุกคามต่อวัฒนธรรมประเพณีและศาสนาอันเป็นวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของพวกเขา จึงเป็นเหตุผลให้ต้องต่อสู้กับระบอบการปกครองไทยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังไม่อาจจะบรรลุเป้าหมายได้ ก็ไม่เฉพาะแต่เพียงเหตุผลจากความแตกแยกระหว่างกัน และการไร้ประสิทธิภาพของขบวนการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านและรัฐบาลของประเทศมุสลิมอื่นๆ ด้วยเช่นกัน อันเป็นผลมาจากระบบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานทางอำนาจและผลประโยชน์ของรัฐประชาชาติในปัจจุบัน ที่ได้บดบังเสียงของบรรดาชนชาติส่วนน้อยที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนไปเสียสิ้น

ในระหว่างที่ชนชาวมาเลย์มุสลิมบางส่วนได้ค่อยๆ ถูกหล่อหลอมเข้าสู่แบบแผนแห่งความเป็นไทย ภายใต้กระบวนการบูรณาการรูปแบบต่างๆ และการพัฒนาเข้าสู่ภาวะของความทันสมัย ปรากฏว่านโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกดินแดนของรัฐบาลไทย ที่เน้นหนักมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมต้องประสบความล้มเหลว เนื่องจากชุมชนในพื้นที่พากันปฏิเสธด้วยรับรู้อยู่ว่า ความขัดแย้งที่มีอยู่มิได้เกิดจากประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคม หากแต่เกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และสำนึกแห่งความเป็นชาติ (nationalistic)

ในขณะที่รัฐบาลไทยมองเห็นปัญหาของการแบ่งแยกดินแดนว่าเป็นการท้าทายต่อเอกภาพของประเทศ ชนชาติส่วนน้อยชาวมาเลย์มุสลิมกลับนิยามความหมายของการปกครองตนเองว่า เป็นสิทธิพื้นฐานอันชอบธรรมของพวกเขาเอง การเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดนจึงยังคงดำรงอยู่ตลอดมา มีเพียงแต่ความตั้งใจที่จะนำเสนอแนวทางการสร้างสรรค์เอกภาพบนความแตกต่างหลากหลายเท่านั้น ที่จะทำให้ขบวนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนจำต้องลดบทบาทลงไป จนหันเข้ามายอมรับกระบวนการบูรณาการแห่งชาติได้ในท้ายที่สุด

หนังสืออ้างอิง

Che Man, W.K. 1990. Muslim Separatism: the Moros of Southern Philippines and the Malays of Southern Thailand, Oxford University Press, Singapore and New York.

……………….. 1995. "National Integration and Resistance Movement: the Case of Muslims in Southern Thailand", in Volker Grabowsky (ed.), Regions and National Integration in Thailand 1892-1992, Wiesbaden: Harrassowitz Verlag.

Conference of Patani Freedom-Fighters, 1989. A nine-point declaration made jointly by BIPP, BRN-Congress, GMP, and PULO, Kuala Lumpur.

Connor, Walker, 1972. "Nation-Building or Nation-Destroying?", World Politics, vol. 24, no.3: 319-355.

Megarrat, Manas, 1977. "The Failure of Subjugating Terrorists of the Three Southern Provinces". Research Document, syllabus for officer, Group 13 (in Thai).

Ryan,Jeffrey, 1994. "The Impact of Democratization on Revolutionary Movements". Comparative Politics, October: 27-41.

Suhrke Astri, 1975. "Irredentism Contained: the Malay-Muslim Case". Journal of Comparative Politics. VII, No.2, January: 187-204.

Suria Saniwa Mahmood, 1999. "De-radicallization of Minority Dissent: A Case Study of the Malay-Muslim Movement in Southern Thailand, 1989-1994". In Miriam Coronel Ferrer (ed.), Sama-Sama: Facets of Ethnic Relations in South East Asia, Manila: Third World Studies Center, University of the Philippines Diliman.

หนังสือพิมพ์
Bangkok Post, 25 January and 2 February 2004.
Nation, The, 5 and 31 January 2004.
Straits Times,The, 29 and 30 April 1948.
Sunday Tribune, 14 March 1948.

 

 

 

=============================================================

คำนำ
การศึกษาว่าด้วยเรื่องภาวะความเป็นสมัยใหม่ (modernization) กับการพัฒนาตามนัยทางการเมืองนั้น มาจากความพยายามที่จะจำแนกคุณลักษณะประการต่างๆ และการนิยามความหมายของคำว่า "การพัฒนา" โดยบางกรณีให้ความหมายว่า การพัฒนาทางการเมือง (political development) สัมพันธ์อยู่กับพัฒนาการในทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ได้รับยึดถือเป็นแบบแผนทางการเมืองในสังคมอุตสาหกรรมเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดระดับการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังมีความหมายอื่นๆ อีก เช่น การให้ความสำคัญกับการก่อตัวของรัฐและประชาชาติในสมัยรัฐชาติ (nation-state) ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้รู้อีกจำนวนมาก พากันเชื่อมโยงเอาการพัฒนาทางการเมืองเข้ากับเกณฑ์คุณค่าในเรื่องของหลักนิติธรรม การระดมมวลชน การมีส่วนร่วมทางการเมือง และขบวนการของประชาธิปไตย[1]

ดังมุมมองของโคลแมน (James S. Coleman) ที่ได้ชี้ชัดลงไปว่า รูปแบบการเมืองในกลุ่มแองโกล-อเมริกัน เป็นเสมือนต้นแบบของระบบการเมืองสมัยใหม่[2] เช่นเดียวกับความเห็นของ อัลมอนด์ และพาวเวลล์ (Gabriel Almond and Bingham Powell) ที่ได้เสนอว่า การพัฒนาทางการเมืองก็หาได้แตกต่างไปจากอุดมการณ์ในระบบการเมืองอเมริกันมากนัก[3] จึงเกิดข้อสรุปได้ว่า การพัฒนาทางการเมืองและการเมืองแบบประชาธิปไตย ก็เป็นเรื่องเดียวกันและสามารถถ่ายทอดไปสู่สังคมอื่นๆ ได้เช่นกัน ข้อกังขาที่ว่าจะสามารถสถาปนาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขึ้นในโลกมุสลิมได้หรือไม่ จึงถูกลบลงด้วยกระแสเกี่ยวกับเรื่องของประชาธิปไตยในโลกมุสลิมนั่นเอง

หากจะกล่าวไปแล้ว บรรดานักวิชาการได้ถกประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและกระบวนการของความเป็นประชาธิปไตยกันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเปิดประเด็นของบทความทางวิชาการชื่อ "คลื่นลูกที่สามของประชาธิปไตย" (democracy's third wave)[4] เมื่อปี 1974 ส่งผลให้นักบูรพคดี (orientalist) ส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่า แท้จริงแล้ววิถีแห่งอิสลามกับประชาธิปไตยไม่อาจประสานเข้าหากันได้ง่ายนัก

อย่างไรก็ดี แนวคิดของมุสลิมเองก็ยังคงไม่ลงรอยกันไปเสียทั้งหมด กล่าวคือควบคู่ไปกับฝ่ายแนวคิดแบบสุดขั้วที่เชื่อว่า วิถีแห่งอิสลามกับค่านิยมแบบประชาธิปไตยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยังมีฝ่ายนักกระแสสมัยใหม่นิยม (modernist) ที่กำลังร่ำหาคุณค่าแห่งวิถีประชาธิปไตยอยู่เช่นกัน เช่นเดียวกันนั้น ก็ยังมีองค์กรมุสลิมจำนวนหนึ่ง ที่แสดงท่าทีต่อต้านระบบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน แม้กระนั้นพวกเขาก็ได้ปฏิบัติการอยู่ภายใต้กรอบกติกาของระบบประชาธิปไตยโดยการแข่งขันชิงเก้าอี้สู่รัฐสภาและการถือครองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

ด้วยภาวการณ์ความร้อนแรงของความขัดแย้ง และความสับสนที่เป็นผลตามมา จากความแตกต่างทางความคิดที่หาบทสรุปอันลงตัวได้ยากเช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดการเรียกร้องแนววิเคราะห์ใหม่ๆ ที่สามารถใช้ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับประชาธิปไตยให้กระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดประเด็นถกเถียง / อภิปรายถึงเงื่อนไขแห่งประชาธิปไตยอันว่างเว้นอยู่ในโลกมุสลิม ตามด้วยการวิเคราะห์เชิงสำรวจต่อปฏิกิริยาเกี่ยวกับอุดมการณ์ และบทเรียนด้านประชาธิปไตยจากมุมมองของนักวิชาการมุสลิม ในท้ายที่สุดจะได้สรุปให้เห็นถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบทางเลือก ที่ตั้งอยู่บนเกณฑ์คุณค่าแห่งอิสลามต่อไป

แก่นสารของประชาธิปไตย (Democracy and its Essentials)
ดาห์ล (Robert Dahl) ได้เคยกล่าวถึงความยุ่งยากของการให้นิยามความหมายเกี่ยวกับประชาธิปไตยไว้ว่า "ความผิดพลาดอย่างมหันต์ของแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย ก็คือมักจะเชื่อกันว่า แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยและความชอบธรรมที่ว่านี้ ต่างเป็นสิ่งเข้าใจง่าย ซึ่งสามารถกำหนดอะไรได้ง่ายๆ "[5] หากแต่ในทางกลับกันนั้น หลักการแห่งประชาธิปไตยมักจะกำกวมและยุ่งยากต่อการนำไปปฏิบัติเป็นยิ่งนัก เรื่องนี้ได้รับการอธิบายทำนองเดียวกันจาก โอลสัน (Mancur Olson) ว่า ประชาธิปไตยนั้นมีนัยยะหลากหลายเสียจนเกินขอบเขตของข้อสรุปหนึ่งใดจะครอบคลุมได้ในทุกกรณีไป[6]

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคิดเห็นอันแตกต่าง ยังคงปรากฏความเห็นพ้องต้องกันอยู่บ้างถึงประเด็นอันเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย[7] กล่าวคือ เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ภาษากรีกสองคำ ได้แก่ คำว่า "demos" และ "kratia" แล้ว ประชาธิปไตย น่าจะหมายถึงการปกครองโดยประชาชน อันเป็น "ระบบการปกครองที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนต่อสาธารณชนหรือพลเมือง ผู้ซึ่งสามารถแสดงออกทางการเมืองผ่านบรรดาตัวแทนผู้ได้รับการเลือกตั้งนั่นเอง"[8] ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับมวลชน เป็นหลักการปกครองตนเองของภาคประชาสังคม และเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองด้วยจิตวิญญาณ (spirit) อันประกอบด้วยความอดกลั้นและการประนีประนอมต่อความแตกต่างที่มีอยู่

แก่นสารของประชาธิปไตยเป็นหลักการปกครองโดยคนส่วนใหญ่ และมีการเคารพเสียงข้างมาก โดยถือกันว่าเสียงส่วนน้อยควรจะให้ความไว้วางใจต่อเสียงส่วนใหญ่ ทั้งนี้ โดยที่ฝ่ายข้างมากก็จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของเสียงส่วนน้อยด้วยเช่นกัน สาระสำคัญของประชาธิปไตยจึงประกอบไปด้วยหลักแห่งการเคารพเสียงส่วนใหญ่ การเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงความรับผิดชอบของผู้ปกครองต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง

สาระสำคัญเหล่านี้จะรับประกันถึงสิทธิแห่งพลเมือง เสรีภาพแห่งการแสดงออก เสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคมหรือกลุ่มองค์กรต่างๆ และเสรีภาพในการใช้สิทธิออกเสียงและลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระของการเลือกตั้ง[9]

ฐานคติ (assumptions) และหลักการแห่งประชาธิปไตยสมัยใหม่ปรากฏร่องรอยทางความคิดและสถิตสถาพร (institution) ในช่วงของยุคสมัยแห่งการรู้แจ้ง (the Enlightenment) อันเป็นยุครุ่งเรืองของแนวความคิดเกี่ยวกับโลกานิยม (secularism: Niccolo Machiavelli,1469-1527) แนวคิดสัญญาประชาคมและรัฐเป็นใหญ่ (Thomas Hobbes, 1588-1679) แนวคิดเสรีนิยมและการแบ่งแยกอำนาจทางการปกครอง (John Locke, 1632-1704) รวมทั้งแนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยและสัญญาประชาคมของรุสโซ (Jean Jacques Rousseau, 1712-1778)[10]

หลักการปกครองแบบประชาธิปไตยจะแบ่งแยกตนเองออกจากความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณ สังคมมิได้อยู่ภายใต้กรอบความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติอีกต่อไป หากทว่าจะพึ่งพิงอยู่กับภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ และโครงสร้างกฎเกณฑ์เชิงประจักษ์ (empirical structure) รวมทั้งความเป็นปัจเจกชนอันจะเสริมสร้างความก้าวหน้าของสังคมด้วยว่า สังคมที่ดีงามย่อมมาจากการสร้างสรรค์ของบรรดาปัจเจกชนนั้นเอง

การที่นักประชาธิปไตยได้เรียกร้องต้องการให้บุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาล นั่นก็เพราะว่าพวกเขามีความเชื่อว่า มวลประชาย่อมสามารถใช้เหตุผลในการเลือกสรรสิ่งดีงามสำหรับตนเองเสมอ ดังนั้น การเมืองในระบอบนี้ จึงวางอยู่บนความเชื่อมั่นในพลังแห่งเหตุผลของประชาชนเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ประชาธิปไตยจึงต้องสัมพันธ์อยู่กับวิธีการโน้มน้าวใจให้เกิดความเห็นพ้องตามกัน ซึ่งหากจะกล่าวไปแล้ว ก็สอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องหลักเหตุผลสูงสุดและหลักการยอมรับเหตุผลของมนุษย์อยู่แล้วนั่นเอง

เช่นเดียวกับ ดิวอี้ (John Dewey) ได้อธิบายว่า ประชาธิปไตยคือเจตจำนงและหลักการในทางสร้างสรรค์ของมนุษย์ผู้แสวงหาวิธีการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม แต่ยังคงต้องการสงวนสิทธิสภาพของปัจเจกชน อันนำไปสู่โอกาสอันใหญ่หลวงแห่งอิสรภาพทางความคิด และการกระทำรวมตลอดถึงความรับผิดชอบต่อตนเองของบุคคลในสังคมประชาธิปไตย[11]

อีกแนวคิดสำคัญที่สุดเกี่ยวกับประชาธิปไตย ก็คือ การไว้วางใจในความสมบูรณ์แห่งปัจเจกชน ด้วยยึดถือว่า ปัจเจกชนทั้งมวลต่างก็ถึงพร้อมซึ่งสรรพภาวะในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การปกครองจึงเป็นไปเพื่อเอื้อต่อปัจเจกชน หาใช่เพื่อการอื่นใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะต้องคุ้มครองและปกป้องต่อความสมบูรณ์แห่งปัจเจกชนนั้น

ส่วนค่านิยมหลักของประชาธิปไตยคือเรื่องของเสรีภาพ อันหมายถึงอิสรภาพแห่งบุคคลที่จะฝันใฝ่ใดๆ ในชีวิต สิทธิส่วนบุคคล อันหมายถึงอิสรภาพเฉพาะตัวของบุคคลและภราดรภาพ อันหมายถึงสิทธิที่แต่ละปัจเจกชนจะสามารถเข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายใดๆ ของรัฐบาลได้อย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายนั่นเอง

ความล้มเหลวของประชาธิปไตย (The Failure of Democracy)
หลักการและฐานคติของประชาธิปไตยที่กล่าวมานั้น กลับมีผลลัพธ์ตามมาว่าไม่อาจนำไปปฏิบัติได้ในที่ใดๆ ได้เลยแม้กระทั่งในโลกตะวันตกเองก็ตาม ในขณะที่บางคนมองไปถึงว่าลักษณะจำเพาะของประชาธิปไตยในตะวันตกไม่อาจที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในภูมิภาคอื่นๆ ได้เลย[12]

ทั้งนี้นักปฏิบัติการอิสระ ได้ประมวลและได้ชี้ให้เห็นถึงถึงความล้มเหลวภายในทฤษฎีประชาธิปไตยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการการปกครองโดยคนส่วนใหญ่ที่ละเมิดสิทธิ์ของประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจเพราะมันกีดกันคนส่วนน้อย[13]

ดังที่กล่าวอ้างกัน คำตัดสินชี้ขาดของอิสลามและสังคมมุสลิมจะไม่สอดคล้องต้องกัน การทำให้เป็นประชาธิปไตยของพวกเขาไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่ดูเหมือนว่าจะยากมากกว่าที่คิด[14]

สำหรับเบอร์นาร์ด ลูอิส (Bernard Lewis) แล้วประเทศในโลกมุสลิมส่วนใหญ่ถูกปกครองโดยพวกเผด็จการอำนาจนิยม, ระบบการปกครองเผด็จการอำนาจเด็ดขาด ผู้ปกครองที่กดขี่ ทรราช และเผด็จการอำนาจเบ็ดเสร็จ[15] คำอธิบายอันหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ การปกครองแบบประชาธิปไตยได้ก่อตัวขึ้นในสังคมแบบวิถีโลกเท่านั้น ซึ่งศาสนาประเพณีไม่มีบทบาทในกระบวนการทางการเมือง

ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมที่เป็นลักษณะอันสมบูรณ์กล่าวคือ เป้าหมายระดับกลางและระดับสุดท้ายซึ่งเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดจ ะไม่เอื้ออำนวยต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย[16] เพราะหลักความเชื่อในศาสนาอิสลามจะครอบคลุมวิถีชีวิตในโลกด้วย ดังนั้นการดำรงอยู่ของการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงอ่อนแอลง[17]

ฮันติงตันได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการคนอื่นๆในประเด็นนี้ พวกเขาเหล่านี้ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้เพราะกฎหมายศาสนาเข้าไปปกครองวิถีชีวิตของคนในทางโลก ดังนั้นโอกาสที่กฎหมายอันเกิดจากประชาชนจึงไม่มีวิวัฒนาการในโลกมุสลิม ไม่มีแม้กระทั่งการปกครองโดยระบบตัวแทน ซึ่งในโลกตะวันตก คริสตจักรมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน / สร้างคุณูปการไว้[18] ความอดทนอดกลั้นและการเคารพความคิดของคนอื่น เป็นสิ่งจำเป็นในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย เกิดขึ้นได้ยากในวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งการกระทำทุกอย่างถูกกำหนดโดยศาสนา[19]

คำอรรถาธิบายประการต่อมาที่นักวิชาการตะวันตกได้กล่าวถึงภาวะที่ไม่อาจจะเอื้ออำนวยต่อประชาธิปไตยในโลกอิสลาม ก็คือว่าสังคมมุสลิมขาดทั้งเวทีภาคพลเมืองและภาคประชาสังคม[20] จากการศึกษาระบบประชาธิปไตยในอิตาลีของ โรเบิร์ต พุตนัม (Robert Putnum) แสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปประชาธิปไตยจะเกิดผลได้ในชุมชนที่มีวัฒนธรรมพลเมือง (civic culture) เข้มข้น นั่นก็คือ เป็นสังคมที่มีเอกภาพและมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน[21]

หากแต่กลับปรากฏว่าสังคมมุสลิมยังคงยึดมั่นอยู่กับคุณค่าของระบบอาวุโส มีการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ตามกรอบประเพณีที่ถ่ายทอดกันมา การเคารพเชื่อฟังที่ว่านี้ อาจอธิบายได้ตามลักษณะของความสัมพันธ์แบบผู้อุปถัมภ์กับผู้รับอุปถัมภ์ (patron-client) หรือเรียกได้ว่าระบบอุปถัมภ์ (clientelism) อันเป็นความสัมพันธ์แบบพิเศษระหว่างบุคคลสองฝ่าย ซึ่งผูกพันบนฐานของผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยฝ่ายบุคคลที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่า (ผู้ให้อุปถัมภ์) ใช้อิทธิพลและทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ให้การปกป้อง / คุ้มครอง / หรือให้ผลประโยชน์แก่คนที่มีสถานภาพต่ำกว่า (ผู้รับอุปถัมภ์) ผู้ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนด้วยการให้การสนับสนุน ช่วยงานรวมถึงเข้ารับใช้ผู้อุปถัมภ์เป็นการตอบแทน[22]

ในสังคมมุสลิมกล่าวกันว่า ระบบอุปถัมภ์แพร่หลายทั้งในระดับปัจเจกชนจนถึงระดับกลุ่มชน ซึ่งชนชั้นนำทางการเมืองใช้เพื่อแผ่ขยายการคุ้มครอง และการอุปถัมภ์ของพวกเขาต่อบุคคลหรือกลุ่มมวลชน เพื่อให้ได้มาซึ่งความจงรักภักดี / ตอบแทนจากพวกเขา[23] ลักษณะของความสัมพันธ์เช่นว่านี้ ถือได้ว่าเป็นความเบี่ยงเบนขาดทิศทาง และไม่ส่งเสริมแนวทางแห่งประชาธิปไตย

นักวิชาการเหล่านี้เน้นย้ำว่า ความก้าวหน้าของประชาธิปไตยจะมีขึ้นได้ก็เฉพาะแต่ในสังคมที่ผ่านพ้นสภาวการณ์ในระบบอุปถัมภ์ และภาคประชาสังคมได้หยั่งรากลงในสังคมการเมืองแล้วเท่านั้น เนื่องจากในภาคประชาสังคมนั้น ไม่อาจมีอำนาจหนึ่งใดเข้ามามีอิทธิพลเหนือสังคมโดยส่วนร่วมได้ และเป็นที่ซึ่งปัจเจกชน สัมพันธ์กับการคบค้าสมาคมอย่างใกล้ชิด ภายใต้สำนึกร่วมเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียวทางชุมชน พลเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

กล่าวได้ว่า ภาคประชาสังคมกับประชาธิปไตยจึงปฏิสัมพันธ์กันในฐานะที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ดังนั้นประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายย่อมสามารถส่งเสริมภาคประชาสังคม และภาคประชาสังคมที่ว่า ก็จะเป็นรากฐานของการเมืองแบบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน

ในการกล่าวถึงประเด็น "ความคาดหวังต่อศตวรรษที่ 21" โดย แมนส์ฟิลด์ (Peter Mansfield) ได้สรุปเอาไว้ว่า การขาดไร้ซึ่งภาคประชาสังคมก็คือปัญหาอันใหญ่หลวงของโลกมุสลิม[24] ส่งผลให้สังคมมุสลิมเผชิญกับการกดขี่และเกิดภาวะชะงักงัน / ถูกจำกัดต่อสิทธิเสรีภาพในด้านกฎหมายและสื่อสารมวลชน แม้แต่การดำเนินธุรกิจก็ทำได้ยุ่งยากจากการที่ระบบเศรษฐกิจถูกควบคุมโดยรัฐ

นักวิชาการเหล่านี้ได้โจมตีว่าแนวคิดแบบอำนาจนิยมก็คือ แก่นแท้ของศรัทธาแบบอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพบเห็นอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จที่เชื่อในหลักการที่ว่าอิสลาม คือ วิถีทางแห่งชีวิต ได้นำเอากฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูอิส (Bernard Lewis มีความเห็นว่าอิสลามไม่รู้จักสมาคมนิติบุคคล ในประวัติศาสตร์ของอิสลามแล้วไม่ปรากฏว่ามีทั้งสภาแห่งชุมชน สภาทางศาสนา สภาแห่งรัฐ หรือสภาใดๆ ที่มาจากการเลือกตั้งผู้แทนอยู่เลย เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มนักกฎหมายอิสลามไม่เคยยอมรับในหลักการแห่งเสียงข้างมากด้วย[25]

นักวิชาการตะวันตกบางกลุ่มแสดงความคิดเห็นว่า อิสลามในวิถีทางแบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จเช่นนี้ เป็นอุปสรรคต่อการรวมตัวเป็นกลุ่มหรือพรรคการเมือง ดังนั้นแล้ว วิถีแบบอิสลามจึงเอื้ออำนวยแก่ระบอบอำนาจนิยมอันเป็นการขัดขวางพัฒนาการของภาคประชาสังคมและประชาธิปไตย[26] ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า ในขณะที่ประชาธิปไตยต้องการความเป็นเอกภาพแห่งชาติ และจิตสำนึกร่วมกันในฐานะของพลเมือง แต่สังคมมุสลิมกลับมีวิถีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จด้วยระบบอุปถัมภ์และการบังคับกดขี่อย่างไม่เว้นว่าง

ประชาธิปไตยประดิษฐ์ ( Engineering Democracy )
สิ่งที่โลกตะวันตกได้รับรู้เรื่องอิสลาม เป็นการรับรู้ผ่านกลุ่มนักวิชาการและตำราหนังสือจากห้องสมุดเท่านั้น แท้จริงแล้วไม่อาจนำไปสู่ความเข้าใจในเรื่องของมุสลิมและสังคมมุสลิมได้อย่างถ่องแท้ มุมมองของโลกตะวันตกต่ออิสลามจึงเป็นทัศนคติเชิงลบจากความไม่รู้จริงเหล่านั้น แต่ส่งอิทธิพลให้นโยบายของชาติตะวันตกแข็งกร้าวต่ออิสลามโดยตรง ถึงกับได้มีการจัดประชุมนานาชาติมีวาระเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้กับโลกมุสลิม

ดังกรณีเมื่อปี 1984 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดหน่วยงานกองทุนเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยแห่งชีวิต (the National Endowment for Democracy) ทำหน้าที่เข้าไปจัดการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ และการเสริมสร้างประชาธิปไตยให้กับบรรดาประเทศนอกกลุ่มประชาธิปไตย[27] ภายใต้แรงจูงใจในความเชื่อที่ว่า "สิ่งที่ดีสำหรับประชาธิปไตยก็เป็นสิ่งที่ดีกับอเมริกาด้วย ยิ่งโลกเป็นประชาธิปไตยมากเพียงใด ก็เสมือนสันติภาพและมิตรภาพได้บังเกิดขึ้นแก่อเมริกามากเท่านั้น"[28]

นับตั้งแต่ที่ได้มีความพยายามจัดวางกติกาประชาธิปไตย ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมกำลังพัฒนาทั้งหลายเป็นต้นมา เราสามารถจำแนกแนวทางดังกล่าวออกได้เป็น 3 สำนักคิดที่ต่างก็โดดเด่นในฐานะที่พยายามรังสรรค์ประชาธิปไตยขึ้นในสังคมนอกตะวันตก คือ สำนักทฤษฎีความทันสมัย (modernization) สำนักทุนนิยม (capitalism) และสำนักประชาธิปไตยกลุ่มชน (consociationalism)

สำนักทฤษฎีความทันสมัย
ได้ตั้งอยู่บนฐานคติที่ว่าสังคมนอกตะวันตก ซึ่งรวมถึงสังคมมุสลิม ขาดความพร้อมในการเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นทางออกก็คือการพัฒนาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนผ่านทางสังคมอย่างครอบคลุม ในทางกลับกันก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเอื้ออำนวยต่อประชาธิปไตยและการพัฒนา ซึ่งเป็นความคาดหวังที่ว่า กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยรวมจะเข้ามาแทนที่ ซึ่ง ดอยช์ (Karl Deutsh) ให้คำจำกัดความว่า การให้คำมั่นสัญญาทางเศรษฐกิจ สังคมและจิตวิทยาแบบดั้งเดิมของกลุ่มภาคส่วนทางสังคมแบบดั้งเดิม ถูกกัดกร่อนและแตกสลายลงไป และประชาชนก็พร้อมสำหรับการกล่อมเกลาและพฤติกรรมในรูปแบบใหม่[29]

ที่กล่าวมานี้ เป็นพฤติกรรมหรือกระบวนการของการพัฒนา ที่ทำให้ห่างไกลออกไปจากวิถีชุมชน ประเพณีนิยมและความเฉื่อยชาทางการเมือง ไปสู่วิถีชีวิตอันแตกต่าง ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งในสังคมสมัยใหม่อันสลับซับซ้อน รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ทรงพลังและเป็นจริงของการเมืองภาคประชาชน[30]

ความเชื่อที่ว่า ภาวะความเป็นสมัยใหม่มีนัยสำคัญกับจำนวนผู้รู้หนังสือ และการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของประชาชน ซึ่งจะช่วยให้มีการพัฒนาประชาธิปไตยในท้ายที่สุด กลุ่มคนรอบนอกในอดีตที่เคยถูกกีดกันออกไป ก็จะพยายามเพิ่มขีดความสามารถในทางการเมืองให้แก่ตนเอง ความเป็นปฏิปักษ์ในสังคมก็จะลดลง และมีความเป็นไปได้ในการสร้างวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ซึ่งเป็นวิถีของระบอบประชาธิปไตย แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชาติได้รับการตอกย้ำในขณะที่การบูรณาการภาคส่วนต่างๆ เข้าเป็น "หนึ่งเดียว" ถูกถือว่าเป็นเงื่อนไขหลักที่สำคัญของการพัฒนาและประชาธิปไตย [31]

สำนักทุนนิยม
ในส่วนของสำนักคิดที่สอง ได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาสาระสำคัญของเหตุผลอย่างจริงจัง และความเป็นอิสระของปัจเจกชน ระบบทุนนิยมส่งเสริมการกระจายอำนาจในสังคมซึ่งเป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อประชาธิปไตย ดังทัศนะของชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter ) ที่ว่า

"แบบแผนของพวกกฎุมพี ต้องการจำกัดขอบเขตพื้นที่ทางการเมืองโดยการจำกัดอำนาจของประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่อยู่ในความคิดของรัฐที่หวงอำนาจ อันเป็นพื้นฐานในการประกันสิทธิของพวกกฎุมพี และเพื่อที่จะสร้างกรอบป้องกันความพยายามของปัจเจกชนที่ต้องการความเป็นอิสระในทุกๆ ด้าน"[32]

ความสัมพันธ์ระหว่างทุนนิยมกับประชาธิปไตยผ่านรัฐบาลที่มีอำนาจอันจำกัด ทั้งนี้การกระจายอำนาจและอิทธิพลของรัฐ ได้รับการเน้นย้ำความสำคัญโดย ลินด์บลอม (Lindblom) มัวร์ (Barrington Moore) และเธอร์บอร์น (Goran Therborn)[33] กล่าวคือ มัวร์เห็นว่า ประเด็นสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยประกอบไปด้วย

ประการหนึ่ง ความสำเร็จในการสลายผู้นำทางการเมืองที่เป็นชนชั้นสูงซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน
ประการที่สอง การสลายการก่อตัวของชนชั้นที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่มีอิทธิพลทางการเมือง

 
เงื่อนไขเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากระบบทุนนิยม ดังคำกล่าวของมัวร์ที่ว่า "ไร้ซึ่งกฎุมพี ไหนเลยจะมีประชาธิปไตย"[34] (No bourgeois, no democracy) ผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมได้โต้แย้งเพิ่มเติมว่า ระบบทุนนิยมสามารถที่จะเพิ่มพูนด้านวัตถุ มาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นสำหรับคนส่วนใหญ่ และความทันสมัยทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างเงื่อนไขเพื่อความสมานฉันท์ให้กับชีวิตทางการเมือง อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวิถีประชาธิปไตย

สำนักประชาธิปไตยกลุ่มชน
สำหรับสำนักคิดสุดท้ายตั้งอยู่ในฐานคติที่ว่า ประชาธิปไตยไม่ได้ผูกติดอยู่กับสังคมที่มีวัฒนธรรมอย่างสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น หากแต่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีสภาพแบ่งแยกภายในอย่างสุดขั้วด้วยเช่นกัน แนวคิดดังกล่าวนี้ตอบสนองต่อทัศนะแบบเก่า ที่มองว่า การครอบงำของคนกลุ่มหนึ่งเหนือคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมเหล่านี้

ผู้สนับสนุนสำนักคิดนี้โต้แย้งว่า ประชาธิปไตยกลุ่มชน (consociational democracy) จะขัดขวางสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ พวกเขาอธิบายว่า การปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานสี่ประการจะทำให้ประชาธิปไตยรูปแบบนี้เป็นไปได้ หลักการพื้นฐานดังกล่าวคือ

หนึ่ง หลักการมีรัฐบาลโดยมีพรรคร่วมหลายพรรค
สอง หลักการใช้สิทธิยับยั้งร่วมกัน (veto) หรือการเห็นพ้องต้องกันของเสียงส่วนใหญ่
สาม หลักการแบ่งสัดส่วน
สี่ หลักสิทธิในการปกครองตนเองอย่างสูงของแต่ละภาคส่วน ในด้านกิจการภายในของกลุ่มต่างๆ ทั้งนี้ในการตั้งรัฐบาลจากพรรคร่วม พรรค/กลุ่มที่มีเสียงข้างมากจะได้รับสิทธิเป็นผู้นำรัฐบาล
ความเห็นพ้องต้องกันและความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ จะเป็นหลักประกันเสถียรภาพการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ละกลุ่มจะได้รับอิสรภาพในการปกครองตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มในอันที่จะปกครองพื้นที่ของตนเอง และแต่ละกลุ่มคือตัวแทนที่ได้รับหลักประกันว่า จะมีตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล นอกจากนี้แต่ละกลุ่มก็จะได้รับสิทธิในการยับยั้ง (veto) เพื่อที่จะเป็นหลักประกันได้ว่า ผลประโยชน์ของตนจะไม่สูญหายอันเป็นผลมาจากการกระทำของคนกลุ่มอื่น[35]

อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวข้างต้นก็ไม่อาจช่วยส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยขึ้นในบรรดาประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ได้เลย ระบบประชาธิปไตยที่กล่าวมากลับจะถูกกำหนดโดยกลุ่มชนที่มีอำนาจเหนือต่อกลุ่มชนอื่นๆ เฉกเช่นระบบอาณานิคมจนทำลายอำนาจและระบบการปกครองที่ได้วางเอาไว้ในที่สุด

ดังกรณีของการพยายามสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ของหลายประเทศมุสลิมในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคคอยฉุดรั้งให้เกิดภาวะถดถอยและชะงักงัน น่าสนใจอย่างยิ่งว่าบางประเทศในโลกมุสลิมที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการของความเป็นประชาธิปไตยแต่กลับถูกชาติตะวันตกทำลายกระบวนการเหล่านนั้นและเข้าค้ำชูขั้วอำนาจเดิมเหล่านั้นเสีย

ชาวตะวันตกมองประชาธิปไตยในสังคมมุสลิมด้วยความระแวงอย่างชัดเจน เช่นในกรณีของประเทศอัลจีเรีย กับตูนีเซีย ซึ่งชาติตะวันตกมีนโยบายให้การสนับสนุนระบบการปกครองที่โหดร้าย ของรัฐบาลเผด็จการทหาร เช่นเดียวกับที่ได้เข้าไปสนับสนุนระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยม ของบรรดาประเทศเกิดใหม่ในเอเชียกลาง

อย่างไรก็ตาม โลกมุสลิมไม่เคยหยุดนิ่ง โดยได้เกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ขึ้นกับระบบการเมืองและการปกครองอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่นักสังเกตการณ์และนักวิเคราะห์ทางการเมืองเกี่ยวกับโลกมุสลิม กลับให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงเพียงผิวเผินในเรื่องของระบบการปกครอง หลักกฎหมายและกฎระเบียบ การเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากกลุ่มหรือพรรคการเมืองเดียว ไปเป็นรูปแบบหลายพรรครวมถึงเรื่องของสมาคมผลประโยชน์ต่างๆ[36] แต่ละเว้นที่จะสนใจเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากกลุ่มนักการศาสนาอิสลาม (Islamists) กล่าวคือ ปัจเจกชนมุสลิมหัวรุนแรงและ กลุ่มนักเคลื่อนไหวมุสลิม ซึ่งมุ่งยึดพื้นที่อันอยู่นอกเหนือกรอบโครงสร้างของการเมืองแบบปกติ

"ในประเทศอียิปต์ นักการศาสนาอิสลาม (Islamists) ได้ให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องสุขอนามัยและสถาบันการศึกษา...ในตุรกีคนเหล่านี้ได้เข้าช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยของคนยากจน...ในเลบานอนมีการเข้าไปช่วยก่อตั้งสหกรณ์การเกษตรและจัดตั้งระบบสวัสดิการสำหรับเด็ก หญิงม่ายและคนยากจน..."[37]

เช่นเดียวกับในประเทศปากีสถานกับบังคลาเทศ นักการศาสนาอิสลาม (Islamists) ได้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันของอิสลาม รวมถึงมัสยิดอันรโหฐาน สถานพยาบาลและโรงเรียนเข้าด้วยกัน ทั้งยังได้ริเริ่มวิถีชีวิตแบบทางเลือกตามค่านิยมแห่งอิสลาม และพัฒนารูปแบบของการมีส่วนร่วมแบบอิสลามให้ก้าวหน้า

บทบาทดังกล่าวนี้จึงคล้ายกำลังขับเคลื่อน "รัฐ" ทับซ้อนอยู่ในภายในรัฐเนื่องจากสถาบันเหล่านี้ได้นำเสนอมาตรฐานและค่านิยมที่อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม เป็นทางเลือกให้กับระบบการเมืองการปกครองปัจจุบันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามนักวิชาการหลายคนอาทิ ฮัดสัน (Hudson) เห็นแย้งว่า

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ยังคงห่างไกลกับการเปลี่ยนแปลงรัฐและสังคมไปสู่ประชาธิปไตยเนื่องจากทางเลือกแบบอิสลามที่ว่านี้ ยังขาดความสอดคล้องกับกระบวนทัศน์ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย[38] ถึงแม้ว่าทางฝ่ายนักการศาสนาอิสาม(Islamists) ได้สร้างสรรค์ทางเลือกให้กับแนวคิดและระบบที่พวกเขาเชื่อว่าจะไร้ประสิทธิภาพ[39] โดยที่คนเหล่านี้ได้ละทิ้งค่านิยมแบบตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด แล้วหันมาหาแนวทางอันสอดคล้องกับค่านิยมแห่งศาสนาอิสลามแทนก็ตาม

การปกครองแบบอิสลามกับประชาธิปไตย (Islamic Polity and Democracy)
อย่างน้อย ข้อถกเถียงในกลุ่มนักวิชาการฝ่ายมุสลิมกับฝ่ายตะวันตก เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามในฐานะของสัจธรรมและวิถีชีวิตกับประชาธิปไตย ในฐานะของหลักการทางการเมืองได้แสดงว่าอิสลามเองก็มีภารกิจเกี่ยวข้องอยู่กับรูปแบบและหลักการปกครองอย่างแนบแน่นเช่นกัน

จากเหตุผลหลายประการสะท้อนให้เห็นว่า หลักการปกครองแบบอิสลามมีความสอดคล้องกับประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันในทุกประการกับหลักการพื้นฐานแห่งพุทธิปัญญาของประชาธิปไตยเสรี ดังที่เอนนายเอ็ต (Enayet) กล่าวว่า แท้จริงแล้วอิสลามแสดงความเดียดฉันท์ต่อ "อำนาจกดขี่โดยบุคคลหรือคณะผู้ปกครองใดๆ" เช่นเดียวกับการที่ประชาธิปไตยปฎิเสธในอำนาจเผด็จการนั่นเอง

อิสลามยึดถือในหลักของความเสมอภาคและหลักแห่งนิติธรรม ท้ายที่สุดอิสลามได้อาศัยหลักการที่เรียกว่า "ชูรอ" (หลักการว่าด้วยการหารือ ) และ "อิจมาอ์" (หลักการว่าด้วยความเห็นพ้องกันของนักวิชาการมุสลิม) เพื่อบรรลุข้อที่ว่า รัฐบาลต้องไม่ปกครองโดยอาศัยเฉพาะกฎหมายบัญญัติเท่านั้น หากแต่ควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของผู้อยู่ภายใต้การปกครองเป็นสำคัญ[40] ทั้งนี้ระบบการเมืองแบบอิสลามจึงถูกระบุว่าเป็นระบบการเมืองของสังคมที่มีตำแหน่งแห่งที่เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างออกไปจากการยอมรับของโลกตะวันตกสมัยใหม่ และสามารถจะตัดสินผลความสำเร็จได้ด้วยเนื้อหาและความหมายเฉพาะตัวเท่านั้น[41]

บรรดานักวิชาการมุสลิมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า "พระคัมภีร์อัลกุรอ่าน" (Al-Quran) และ " ซุนนะห์" (Sunnah) ต่างไม่ได้กำหนดถึงรูปแบบปกครอง และไม่ใด้อรรถาธิบายถึงแนวทฤษฎีทางรัฐธรรมนูญใดๆ ไว้อย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้นการเมืองแบบอิสลามจึงเป็นได้หลายรูปแบบวิธี ซึ่งก็ขึ้นกับมุสลิมในยุคสมัยต่างๆ จะเลือกสรรเอาตามสมควรแก่คณะตน[42]

อย่างไรก็ตาม "พระคัมภีร์กรุอ่าน" และ "ซุนนะห์" ได้ให้เค้าโครงที่ชัดเจนของแบบแผนทางการเมือง ซึ่งสามารถทำให้บรรลุได้ในทุกสถานการณ์ มุสลิมส่วนใหญ่เห็นเหมือนกันว่าระบบการเมืองแบบอิสลามวางอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างหลักการ "เตาฮีด" (หลักเอกภาพและการเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของ "อัลเลาะห์") Shari'ah (กฎหมายอิสลามตามหลักการแห่ง "กุรอ่าน" และ "ซุนนะห์") Adalah (การสถาปนาความยุติธรรม) เสรีภาพ (สิทธิที่จะกระทำการภายใต้การเชื่อฟังต่อหลักการชาริอะห์ ) ความเสมอภาค (โอกาสอันเทียมเท่ากันของปัจเจกบุคคลชายและหญิง) และชูรอ (Shura) รากฐานองค์ประกอบสำคัญของอำนาจทางการเมืองนี้ก็คือ หลักการอุมมะห์ อันเป็นระเบียบทางสังคมแบบอิสลาม

ผู้ปกครองซึ่งปรากฏในยุคแรกๆ อาทิ คาลีฟะห์ (Khalifah) อิหม่าม (Imam) อามิร (Amir) ต่างไม่ได้ถืออำนาจสูงสุด หากแต่เป็นระบบแห่งอาวุโสด้วยหลักการอุมมะห์ ผู้ปกครองและการปกครองจึงวางอยู่บนความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นด้วยสถานะ และความเท่าเทียมกันดังกล่าวนี้จึงรักษาใว้ซึ่ง "ความยำเกรง" (Taqwa) ขณะที่ " อิหม่าม" จะต้องบริหารงานให้สอดคล้องตามหลักแห่งกฎหมายชาริอะห์ การละเมิดหลักการดังกล่าว มุสลิมอุมมะห์มีสิทธิยกเลิกความจงรักภักดีต่อเขา[43]

ระบบการเมืองแบบอิสลาม คือรัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่ภายใต้หลักการแห่ง กฎหมายชาริอะห์ โดยผู้นำสูงสุดจะได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบบริหารกิจการภาครัฐ ดังกรณีของระบบสภาแบบ Amir ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนนี้ ต้องอยู่ภายใต้หลักการ "ชาริอะห์" และ " อิจมาอฺ" จนกล่าวได้ว่าเป็นระบบที่ผู้นำที่มีทั้ง " อิสระและถูกจำกัดอำนาจอยู่ในเวลาเดียวกัน" (ahl al-halli wa al-aqd)

การเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกสรรจากประชาชน และโครงสร้างระบบการเมืองลักษณะนี้ ก็คล้ายคลึงกับการปกครองในระบบสภาปัจจุบัน เพียงแต่จะต้องถูกควบคุมโดยหลัก ชาริอะห์ กล่าวคือ การตรากฎหมายใดๆ ก็สามารถจะกระทำได้อย่างเป็นอิสระจากอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับหลักการแห่งชาริอะห์เป็นสำคัญ

ด้วยหลักการค่านิยมและโครงสร้างเฉพาะดังกล่าว คงพอที่จะทำให้เห็นได้ว่าการเมืองแบบอิสลามไม่ได้เหมือนกับประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาหรือระบบประธานาธิบดีเสียทีเดียว แต่ยังมีปรัชญาพื้นฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการปกครองโดยกฎหมายเช่นเดียวกัน "ชาริอะห์" แตกต่างไปจากกฎหมายที่บัญญัติขึ้น (โดยมนุษย์) ทั่วไป ทั้งนี้ "อิจติฮัด"(Ijtihad) มิได้หมายความถึงเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆ อย่างไม่มีขอบเขต และ "ชูรอ" ก็มิได้มีนัยเดียวกับโครงสร้างทางอำนาจแห่งเสรีประชาธิปไตย

ข้อแตกต่างระหว่างระบบการเมืองแบบอิสลามกับประชาธิปไตยในตะวันตก มาจากการยึดมั่นในกรอบความคิดที่ต่างกัน เกี่ยวกับเรื่องของอำนาจอธิปไตยสูงสุด ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมืองรวมถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง กล่าวคือ (ประการแรก) ลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นของประชาธิปไตยในตะวันตก เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดที่มีนัยถึงอำนาจอันสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จในตัวเอง ซึ่งหาได้สถิตอยู่ในขอบข่ายแห่งมวลมนุษย์ชาติ แต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวนี้ Mawdudi กล่าวว่า "นักปรัชญาการเมืองต่างก็พยายามที่จะมอบอำนาจอธิปไตยกับมนุษย์ ผู้ซึ่งไม่เคยได้ดั่งใจและไม่บังควร"[44]

สำหรับอิสลามนั้นรัฐธรรมนูญและกฎหมายใดๆ ต่างต้องวางอยู่ภายใต้ "อัลเลาะห์" พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด ไม่ว่าบุคคลใดทั้งปัจเจกชนหรือกลุ่มคณะทั้งมวลต่างก็ไม่อาจมีสิทธิกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ต่อบุคคลอื่น ดังที่ Al-Faruqi ชี้ว่า "อุมมะห์" หาใช่สภานิติบัญญัติแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขาไม่อาจบัญญัติกฎหมายได้ กฎหมายมิได้แสดงถึงเจตจำนงทั่วไปแห่งประชาชน แต่กฎหมายคือสิ่งศักดิ์สิทธ์ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าประทานลงมา"[45] ดังนั้นมุสลิมจึงต่างปรารถนาตัวที่จะเชื่อฟังในหลักการของ "ชาริอะห์" อันเป็นเจตจำนงค์แห่ง "อัลเลาะห์" นั่นเอง

หลักการ "ชาริอะห์" อันว่าด้วย "ชูรอ" (รวมถึง "อิจติฮัด" และ "อิจมาอฺ") ก็คือรูปแบบของการตัดสินใจคดีความแห่งอิสลาม [46] อับดุลฮามิด อาฮ์หมัด อาบู สุลัยมาน ได้อธิบายถึงระบบ "ชูรอ" ไว้ว่า เป็นระบบที่มอบกระบวนการให้มุสลิมมาร่วมกันในการพิจารณาในประเด็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น และตัดสินความภายใต้พุทธิปัญญาแห่งความยุติธรรม

ถ้าหากว่าคดีความใดซึ่งถกพิจารณานั้นไม่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม แต่เกี่ยวข้องกับความชอบพอข้างใดข้างหนึ่งมากกว่า ก็ไม่มีปัญหาใดที่จะใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจคดีความ เช่น โดยการออกเสียง โดยการคำนึงถึงความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย เป็นต้น

โดยหลักวิธีการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้หากคดีความชะงักงัน ไม่สามารถตัดสินได้โดยปราศจากการเปรียบเทียบหลักฐานข้อเท็จจริง ถึงกระนั้นก็ตามจะไม่มีการตัดสินคดีความจนกว่าทุกคนได้โอกาสที่จะแสดงความคิดเห็น และอ้างพยานหลักฐานที่เกี่ยวแล้วเท่านั้น[47]

ระบบ "ชูรอ" จึงเป็นรูปแบบที่แสดงถึงกระบวนการตัดสินใจร่วมกันของสังคมมุสลิมที่อยู่ภายใต้หลัก "ชาริอะห์" และอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลไกประการสำคัญที่ป้องกันการใช้อำนาจปกครองแบบเทวราชขึ้นในทางการเมือง โดยคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งเสรีภาพทางความคิดและการกระทำ

ในขณะที่ประชาธิปไตยตะวันตกกับให้การยอมรับต่อภาวะความขัดแย้งและการประนีประนอมว่า เป็นเรื่องปกติในกระบวนการทางการเมือง กล่าวคือ ถือว่าปัจเจกบุคคลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ต้องมีจิตวิญญาณตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการเสียสละและการเรียกร้องสิทธิอันพึงมี รวมทั้งมีเจตจำนงที่จะสละสิทธิบางประการในฐานะปัจเจกชน เพื่อผลประโยชน์ของส่วนร่วมในที่สุด

วิธีการตัดสินใจในลักษณะนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการผลประโยชน์ที่เกิดความขัดแย้ง ด้วยวิธีการประนีประนอม เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะ สามารถตอบสนองอิทธิพลของกลุ่มต่างๆ ในระบบการเมืองได้อย่างเป็นผลสูงสุด

หากแต่ "ชูรอ" คือความพยายามร่วมกันเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง (objective truth)[48] ด้วยการร่วมกันนำเสนอความคิดเห็นอย่างเสรี เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปอันมีเหตุผลรองรับ และปฏิเสธต่อความเลวทรามต่ำช้าที่เรียกว่า "asabiyah" อันชักนำบุคคลหรือคณะใดไปโดยปราศจากความตระหนักในความถูกต้องดีงามทั้งปวง ในกระบวนการนี้สมาชิกหรือผู้มีส่วนร่วมในระบบ "ชูรอ"จะถูกชี้นำด้วยสาส์นอันเป็นสัจธรรม (wahi) และกฎธรรมชาติ (fitrah) รวมทั้งคำนึงถึงพลวัตในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์[49]

แน่นอนว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยวิธีการตัดสินใจที่เอนเอียงต่อการยึดถือพรรคการเมืองตามหลักดุลแห่งอำนาจ (Balance of power) ได้เลย เนื่องจากการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยตะวันตกเป็นการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองของตน ระบบแบ่งฝักฝ่ายเช่นนี้ของตะวันตก จึงไม่อาจบรรลุถึงข้อเท็จจริงในสังคมและยิ่งไม่อาจเข้าถึงพลวัตแห่งหลักการ "ชูรอ" ได้เลย[50]

ความแตกต่างหลักสำคัญระหว่าง"ประชาธิปไตย"กับ"ระบบการเมืองแบบอิสลาม"จึงมาจากรากเหง้าในอภิปรัชญาที่ต่างกัน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งตั้งอยู่บนวิถีโลก (secular) ดำเนินในวัตถุเหตุผลนิยม แต่อีกฝ่ายยึดมั่นอยู่กับ "เตาฮีด" อันเป็นวิถีแห่งสัจจะและความเป็นจริงเกี่ยวกับโลกจักรวาลและกาลเวลา รวมถึงประวัติศาสตร์และชะตากรรมของมนุษย์[51] แน่นอนว่าระบอบที่ตั้งอยู่บนหลักการแห่ง "เตาฮีด" จึงต้องตอบสนองต่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า และกระทั่งจิตวิญญาณของมวลมหาประชาชนในท้ายที่สุด

บทสรุป
ฐานคติของตะวันตกที่ว่า ประชาธิปไตยคือ อุดมการณ์ที่อยู่เหนือกว่าระบบการเมืองอื่นใดส่งผลให้เกิดโครงการจากตะวันตก ในการสนับสนุนประชาธิปไตยให้แพร่หลายสู่ดินแดนต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าตัวแบบ ทฤษฎี การทบทวน การประเมินรูปแบบ และวิธีการทำให้โลกมุสลิมเป็นประชาธิปไตยต้องประสบความล้มเหลวลง จนทำให้ตะวันตกจ้องมองอิสลามและสังคมมุสลิมด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ด้วยความหวาดวิตก ความอวิชา และการเป็นปฏิปักษ์

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และความเปลี่ยนแปลงในสังคมประเทศกำลังพัฒนา ไปสู่สังคมแบบพหุนิยม ได้เสริมเติมประเด็นถกเถียงเรื่องความเหมาะสมและความยั่งยืนของประชาธิปไตยในโลกมุสลิมขึ้นมา กระแสความคิดใหม่เกี่ยวกับการเมืองแบบพหุนิยมได้ถูกเทียบให้เท่ากับการเผยร่างขึ้นมาทีละน้อยของภาคประชาสังคม จนในที่สุดถูกเทียบเท่าประชาธิปไตยในโลกมุสลิมไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้ใช้ความพยายามต่าง ๆ นานา ในการบังคับยัดเยียดความเป็นประชาธิปไตยแก่โลกมุสลิม

นอกจากนี้ กล่าวได้ว่าตะวันตกได้สนับสนุนความพยายามทั้งปวง ในการตีความแนวคิดอิสลามเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งระบบตัวแทน การแข่งขันในระบบพรรคการเมือง และความสอดคล้องต้องกันของอิสลามกับค่านิยมประชาธิปไตยตามแบบตะวันตก

ถึงแม้ว่าจะมีส่วนที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่งระหว่างแนวคิดประชาธิปไตยของชาวตะวันตก กับพื้นฐานแห่งระบบการเมืองแบบอิสลามที่เรียกว่า "ชูรอ" ก็ตาม แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยในความแตกต่างระหว่างระบบการเมืองทั้งสอง เค้าร่างและโครงสร้างหน้าที่ของสังคมและสถาบันทางการเมืองทางเลือกตามแบบอิสลาม ก็ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องปรัชญาประชาธิปไตยของตะวันตก นอกจากนี้ยังกลับจะปฏิเสธต่อทั้งมุมมองค่านิยมและวิถีชีวิตแบบตะวันตก

อิสลามมีหลักการของตนอย่างระบบ "ชูรอ" อันวางอยู่บนหลักการแห่ง "เตาฮีด" ซึ่งครอบคลุมทุกสรรพชีวิตโดยไม่แบ่งแยกเรื่องวิถีโลกและเรื่องทางจิตวิญญาณออกจากกัน ในขณะที่มีการส่งเสริมสถานภาพของปัจเจกชน ระบบการอบรมสั่งสอนแบบอิสลามก็ได้ช่วยยกระดับจิตสำนึกอันคับแคบแบบปัจเจกชนไปสู่สามัญสำนึกว่า ชีวิตเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในสรรพสิ่ง แม้แต่มวลมหาชนก็ย่อมจำนนอยู่ด้วยพระผู้เป็นเจ้าที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในสากลโลก ดังนั้นระบอบอันดีงามเช่นนี้จึงควรได้รับความสนใจเช่นเดียวกันแนวคิดอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยก็คือ เป็นผลิตผลของตะวันตก และสัมพันธ์อยู่กับหลักการพื้นฐานสำคัญของการเมืองแบบจารีตในยุโรปตะวันตกรวมถึงสหรัฐอเมริกา ดังนั้นความพยายามในการ "ส่งออก" ประชาธิปไตยสู่โลกมุสลิม จึงไม่ได้แตกต่างไปจากภาพของลัทธิจักรวรรดินิยมในอดีตแต่อย่างใด ในเมื่อแนวคิดทางเลือกโดยเสรีของประชาธิปไตย ต้องการส่งเสริมพหุสังคมที่งอกงามเพื่อปูทางสำหรับชุมชนอันแตกต่างหลากหลาย ที่จะสามารถค้นพบแนวทางของตนเองได้อย่างเหมาะสมแล้วเช่นนี้ แทนที่โลกตะวันตกจะใช้ความพยายามต่างๆ นานาทำให้โลกมุสลิมเบี่ยงเบนออกจากวิถีชีวิตทางดั้งเดิม กลับควรที่จะหันมาสร้างสรรค์วาทกรรมใหม่ๆ ที่สามารถทำความเข้าใจระหว่างกัน และร่วมกันสร้างสรรค์ระเบียบโลกใหม่บนหลักการแห่งมนุษยธรรมขึ้นมา ในขณะที่บรรดามุสลิมก็ควรที่จะสนใจเข้ามีส่วนร่วมกับระบบ "ชูรอ" อย่างจริงจัง เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ว่าเป็นแนวทางอันสอดคล้องกับยุคสมัยอย่างแท้จริง

 

 

 

1 1