คำถามที่วัยรุ่นมักถาม           

 

                                                                                                           พระมหาบุญเพียร ปุญญวิริโย

ตีพิมพ์ในหนังสือ “ครบรอบปีที่ ๙ ย่างก้าวเข้าปีที่ ๑๐ ค่ายคุณธรรม” ของค่ายคุณธรรม วัดอุโมงค์  จ. เชียงใหม่

 

การเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ถามไถ่ถึงปัญหาคาใจที่มีต่อเรื่องต่างๆโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หลักธรรม และอื่นๆ ที่เขาอยากรู้ เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะมีเรื่องที่วัยรุ่นสงสัยอยู่มากมาย เนื่องจากว่าวัยรุ่นในปัจจุบันไม่มีโอกาสได้ไกล้ชิดกับวัด กับศาสนามากเหมือนคนสมัยก่อน เมื่อวัยรุ่นได้มีโอกาสมาวัด จึงได้จัดกิจกรรมถามปัญหาต่างๆ ขึ้น โดยให้นักเรียนเขียนคำถามที่สงสัยลงในแผ่นกระดาษแล้วนำมาใส่ในบาตร จากนั้นพระวิทยากรก็จะนำเอาคำถามเหล่านั้นมาตอบ โดยทำหน้าที่อ่านคำถาม ๑ รูป และตอบคำถามอีก ๑ หรือ ๒ รูป ในเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง

            จากการอบรมนักเรียนหลายๆ รุ่นที่ผ่านมา พบว่าการถามคำถามของนักเรียนนั้นจะมีความสนใจในเรื่องต่างๆ ที่หลากหลาย เช่นเรื่องพระสงฆ์ พุทธประวัติ หลักธรรมต่างๆ ปัญหาการเรียน เรื่องความรัก เรื่องพิธีกรรมหรือศาสนพิธี สวรรค์นรก ชาตินี้ชาติหน้าเป็นต้น ในบรรดาคำถามทั้งประเภทต่างๆ นั้น คำถามที่ได้ถามกันมากที่สุด คือเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัว และเรื่องเกี่ยวกับระเบียบวินัยของสงฆ์ และเมื่อแยกความสนใจเกี่ยวกับพระสงฆ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงแล้ว พบว่าผู้หญิงจะสงสัยเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์มากกว่าผู้ชาย คงเป็นเพราะว่าผู้หญิงไม่ได้ใกล้ชิดกับพระเหมือนผู้ชาย จึงมีข้อสงสัยต่างๆ มากกว่าผู้ชาย

 

            คำถามที่ถามกันมากเป็นอันดับรองลงมาจากเรื่องพระสงฆ์ คือเรื่องวัด เนื่องจากผู้เข้าค่ายได้ไปทัศนศึกษาในวัดอุโมงค์ก่อนที่จะถามปัญหา จึงมีข้อสงสัยเรื่องวัดเรื่องศาสนสถานตามมา นอกจากนั้นก็จะเป็นคำถามเรื่องลึกลับ เช่นเรื่องผี วิญญาณ ตายแล้วไปไหน ซึ่งคำถามประเภทนี้มีถามอยู่ตลอดแทบทุกรุ่น หากผู้เข้ารับการอบรมที่เป็นวัยรุ่นคือชั้น ม.๔ ขึ้นไป ก็มักจะขาดไม่ได้คือคำถามเกี่ยวกับความรัก เกี่ยวการปฏิบัติตนต่อความรัก ต่อแฟน เป็นต้น

 

ส่วนคำถามที่ได้รับความนิยมเท่าๆ กัน ได้แก่คำถามเกี่ยวกับการเรียน สวรรค์นรก บุญบาป  พุทธประวัติ ศาสนพิธี เป็นต้น ซึ่งก็เป็นคำถามที่ได้รับความนิยมเท่าๆ กัน

 

ต่อไปนี้ขอนำเอาคำถามที่วัยรุ่นมักถามมาเป็นตัวอย่างพร้อมคำตอบที่เคยตอบในกิจกรรมการตอบปัญหา พอเป็นตัวอย่างโดยแยกเป็นคำถามประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

 

พระพุทธเจ้า

ถาม  การที่พระพุทธเจ้าประสูติแล้วสามารถดำเนินได้ ๗ ก้าวนั้น มีความเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร?

ตอบ  การดำเนินได้ ๗ ก้าวของพระราชกุมารสิทธัตถะ เมื่อวันประสูตินั้น เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในพุทธประวัติจริง โดยได้กล่าวถึงการเกิดปาฏิหาริย์คือการดำเนินได้ของพระกุมาร ในปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สามารถอธิบายได้ ๒ นัย คือ

นัยที่ ๑ ในแง่ของความเป็นจริง คือเป็นอภินิหารที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ก็ย่อมเป็นไปได้ เนื่องจากการเกิดขึ้นของผู้มีบุญญาบารมี ย่อมจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเสมอ ดังเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฏกว่าเกิดมีอภินิหารเกิดขึ้นในคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์

อีกประการหนึ่ง อภินิหารต่างๆ จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะการเกิดขึ้นของพระมหาสัตว์ (ผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า) ย่อมเป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นอภินิหารต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

นัยที่ ๒ ในแง่ของการเปรียบเทียบ หรืออุปมาอุปมัย สามารถสันนิษฐานปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ เช่นที่ผู้รู้ทั้งหลายได้อธิบายไว้ คือ

            -การที่พระสิทธัตถะกุมารเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าวนั้น เป็นการเปรียบให้เห็นถึงการปฏิบัติพุทธกิจของพระพุทธองค์ว่าทรงอุบัติขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ประกาศพระสัทธรรมคำสั่งสอนให้แผ่ไปสู่มนุษยชาติ และพระองค์ได้จาริกเผยแผ่ธรรมในดินแดนที่กว้างไกลถึง ๗ แคว้น ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ในชมพูทวีปในสมัยนั้น

            -เปรียบกับการดำเนินไปสู่เส้นทางที่จะเป็นพระพุทธเจ้า โดยที่พระองค์ได้ปฏิบัติตามหลักธรรมสำคัญ ๗ ประการ อันได้แก่โพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา หลักธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้เป็นทางในการบรรลุธรรม จึงเปรียบกับการดำเนิน ๗ ก้าวของพระราชกุมาร

 

            ถาม  ภาพที่พระพุทธองค์เสด็จประทับยืน เดิน นั่ง นอน อยู่บนดอกบัว ตามฝาผนัง และได้ยินว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ไหน จะมีดอกบัวผุดมารองรับ เป็นความจริงหรือไม่ โปรดอธิบาย ?

            ตอบ ภาพพุทธประวัติที่มีรูปดอกบัวมารองรับพระพุทธองค์นั้น เป็นการแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของพระพุทธองค์ คือทรงเป็นพระอรหันต์ที่มีความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง ภาพดอกบัวเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์ แม้จะเกิดจากโคลนตมที่สกปรกก็ตาม แต่เมื่อดอกบัวพ้นจากน้ำแล้ว ได้เป็นดอกไม้ที่สะอาด ปราศจากโคลนตม หรือสิ่งโสโครก  การพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่บนดอกบัวนั้นหมายถึงทรงประทับอยู่ทุกที่ทุกแห่ง ทุกอิริยาบถ ด้วยความบริสุทธิ์ ทรงประทับยืน เดิน นั่ง นอน อยู่บนความบริสุทธิ์ทุกเมื่อ 

            พระพุทธองค์เกิดมาเป็นมนุษย์เช่นคนทั่วไป แต่พระองค์ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง จนได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากมลทินคือกิเลสทุกประการ ด้วยเหตุนี้ จึงเปรียบเหมือนกับประทับอยู่บนดอกบัวคือความบริสุทธิ์

            ถาม ทำไมพระพุทธรูปจึงมีพระเศียรแหลม หรือว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระเศียรแหลมจริงเช่นดังพระพุทธรูป?

            ตอบ พระพุทธเจ้าองค์จริงในประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีพระเศียรแหลมเช่นพระพุทธรูป ทรงมีลักษณะเหมือนคนทั่วไป การที่พระพุทธรูปมีรูปลักษณะดังกล่าวอันเนื่องมาจากคติหรือความเชื่อในการสร้างพระพุทธรูปนั้น ได้มีการสร้างให้มีรูปลักษณะให้แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป เช่นมีพระกรรณ (หู) ยาว มีพระเศียรแหลม และมีพระเมาลี (ผม) เป็นขมวดๆ เป็นต้น

            ในลักษณะต่างๆ ดังกล่าว ได้แฝงคติธรรมและลักษณะสำคัญของพระพุทธองค์ไว้ เช่น พระเศียรแหลมหมายถึง การมีพระปัญญาอันเฉียบแหลม, การมีพระเมาลีเป็นขมวดๆ อันหมายถึงความยุ่งยากหรือความทุกข์ต่างๆ ของมนุษย์ แต่เหนือขมวดคือปัญหานั้น มีปัญญาอันเฉียบแหลมที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

            พระกรรณยาว หมายถึง ลักษณะคำสอนของพระพุทธองค์ที่สอนให้สาวกใช้ปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล ไม่ให้หูเบาเชื่ออะไรง่ายๆ โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองให้ละเอียด การที่มีลักษณะหูยาวจึงหมายถึงให้หูหนักอย่าหูเบานั่นเอง

            พระเนตรมองทอดลงต่ำ หมายถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้มองที่ตนเอง พัฒนาตนเองให้เป็นผู้ประเสริฐตามหลักไตรสิกขา ให้พัฒนาตนเองเป็นหลักสำคัญ โดยยึดเอากายอันยาววาหนาคืบกว้างศอกเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ไม่ควรมุ่งแสวงหาแต่สิ่งภายนอกจนลืมฝึกตนเอง

           

ธรรมะ

ถาม คำกล่าวว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั้น มีความเป็นไปได้จริงหรือไม่อย่างไร เพราะในปัจจุบันนี้เห็นคนทำดีแต่ไม่ได้ดี แต่คนทำชั่วกลับได้ดี เช่นคนที่ฉ้อโกงคอรัปชั่นกลับมีฐานะที่ร่ำรวย แต่คนที่ตั้งใจตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตกับมีฐานะไม่ร่ำรวยหรือมีแต่ยากจน ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?

ตอบ คำสอนที่ว่า“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั้น เป็นคำสอนที่เป็นจริงตลอดกาล ทุกยุคทุกสมัย กล่าวคือผู้ที่ทำความดี ทั้งทางกาย วาจา และใจ ย่อมชื่อว่าได้ดีขณะที่ทำ คือกายดี วาจาดี และจิตใจดี ส่วนผู้ที่ทำความชั่วก็ต้องได้รับผลชั่วในขณะที่ทำทันที เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นความชั่ว ย่อมจะทำด้วยความหวาดระแวง มีใจเป็นทุกข์ขณะที่ทำ ต่างกับคนที่ความดี เขาก็ได้ชื่อว่าทำดีขณะที่กำลังทำ และทำด้วยความสบายใจ ไม่ต้องหวาดระแวงกลัวคนรู้กลัวคนเห็น จิตใจก็เป็นสุขขณะที่ทำความดี นี้คือผลของความดีและความชั่วที่ได้รับทันที

ส่วนความเข้าใจที่ว่า “ทำชั่วแล้วรวย ทำดีแต่จน” นั้น ความรวยและความจนไม่ใช่ผลของความชั่วหรือความดี เพราะจนคือจน รวยคือรวย ความดีคือความดี ความชั่วคือความชั่ว จะเอาความรวยมาเป็นความดีไม่ได้ หรือจะวัดความดีกันที่วัตถุเงินทองก็ไม่ได้ เพราะคนที่ทำชั่วแม้จะมีเงินทองมากมายก็ไม่ได้ชื่อว่าได้ดี เขาผู้นั้นย่อมได้รับผลชั่วทางใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการกระทำของเขาได้ชื่อว่าเป็นความชั่วแน่นอน

การที่คนทำดีแล้วไม่ได้ดี อาจเป็นเพราะทำไม่ถูกดี หรือทำไม่ถูกต้องกับความดี หรือสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่ความดีจริง และทำไม่ถูกบุคคล สถานที่ กาลเทศะ เป็นต้น

 

 

 

ถาม ความดีและความชั่ว มีเกณฑ์ตัดสินอย่างไรว่าสิ่งไหนเป็นความดี สิ่งไหนเป็นความชั่ว?

            ตอบ ความดีและความชั่วสามารถตัดสินได้ ด้วยหลักการต่อไปนี้ คือ

            ความดี :  สิ่งใดที่กระทำไปแล้ว พูดไปแล้ว คิดไปแล้ว ก่อให้เกิดความสุข ความสบายใจทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น อีกทั้งคนดีทั้งหลายสรรเสริญ ส่วนผู้ที่กระทำย่อมมีความองอาจมีความสุขใจทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังจากทำไปแล้ว สิ่งนี้เรียกว่า “ความดี”

            ความชั่ว : สิ่งใดที่กระทำไปแล้ว พูดไปแล้ว คิดไปแล้ว ก่อให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้รู้ติเตียน และผู้ที่กระทำย่อมหวาดระแวง ไม่สบายใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังจากทำแล้ว  สิ่งนี้เรียกว่า “ความชั่ว”

            ถาม บุญหมายถึงอะไร การทำบุญจำเป็นต้องไปที่วัดหรือไม่ ?

            ตอบ บุญหมายถึงความสุขใจ ความปีติอิ่มเอิบใจ อันเกิดจากการกระทำความดี ทั้งความดีที่ทำทางกาย ทางวาจาและทางใจ  ผลคือความสุขใจอันเกิดจากการกระทำความดีดังกล่าว เรียกว่า บุญ

            การทำบุญสามารถทำได้หลายทาง โดยไม่จำเป็นจะต้องไปที่วัดอย่างเดียวก็ได้ เพราะบุญสามารถทำได้จากการกระทำทางกาย ทางคำพูด และทางจิตใจ เมื่อใดที่มีกาย วาจา และใจถูกต้อง เมื่อนั้นย่อมได้รับผลของบุญ คือความสุขใจ ปีติใจ และสามารถทำได้ทุกที่ทุกแห่ง โดยไม่จำเป็นจะต้องมาที่วัดก็ได้ บางคนมีความเข้าใจผิดว่า การทำบุญคือการบริจาคเงินทองหรือสิ่งของเท่านั้น  พระพุทธองค์ทรงตรัสการทำบุญไว้ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ บุญที่สามารถทำได้จากการให้ทานวัตถุสิ่งของ ประพฤติดี อบรมจิตใจ อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลือผู้อื่น การแผ่ส่วนบุญแก่ผู้อื่น ยินดีกับความดีของผู้อื่น การฟังธรรมคำสั่งสอน การให้คำแนะนำสั่งสอนผู้อื่นในทางที่ดี และมีความคิดเห็นอย่างถูกต้อง ทั้ง ๑๐ ประการนี้ ก็เป็นการทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนา

ถาม ทำความผิดโดยไม่เจตนา จะเป็นบาปหรือไม่?

ตอบ การกระทำใดๆ ก็ตาม หากไม่มีเจตนาถือว่าไม่บาป เพราะไม่มีความตั้งใจ การกระทำที่จะเป็นบุญหรือบาปนั้น จะต้องประกอบด้วยเจตนาคือความตั้งใจ ทั้งเจตนาก่อนที่จะทำ เจตนาขณะทำ และเจตนาหลังจากทำแล้ว เมื่อมีเจตนาในการกระทำย่อมจะทำให้เกิดผลที่เป็นบุญหรือบาปตามมา

ถาม การทำบุญเพื่อล้างบาป สามารถทำได้หรือไม่ แล้วการบวชเพื่อล้างบาป สามารถล้างได้จริงหรือ?

            ตอบ ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำสอนเรื่องล้างบาป มีแต่คำสอนเรื่องละบาป เพราะบาปที่ได้ทำลงไปแล้ว ไม่สามารถจะลบล้างได้ ผู้กระทำย่อมได้รับผลที่เกิดขึ้นในใจทันที และส่งผลต่อมาภายหลังอีก เหมือนการถูกไฟไหม้ก็ได้รับความร้อนทันที จะหายามาเพื่อขจัดความร้อนที่เคยเกิดขึ้นแล้วไม่ได้ เพราะได้ร้อนไปแล้วฉันใด บาปที่ทำไปแล้วก็เป็นลักษณะเดียวกัน ไม่สามารถจะลบล้างได้  แต่สามารถทีจะละได้ โดยไม่ให้บาปนั้นเกิดขึ้นอีก แล้วพยายามทำแต่ความดีงาม

            การบวชเพื่อล้างบาปเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะวัตถุของการบวชหมายถึงการเว้นจากการกระทำอันเป็นบาป (คำว่าบวช แปลว่า เว้น) แล้วมาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อพัฒนาตนเองตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา หากคนที่ทำบาปไว้มากแล้วมาบวชเพื่อล้างบาป หากยังไม่สามารถละบาปได้ ก็ไม่มีทางพ้นจากบาปไปได้

 

พระสงฆ์

            ถาม ทำไมพระภิกษุสงฆ์ต้องโกนผม  และ ต้องโกนคิ้ว?

            ตอบ การโกนผม การปลงผมหรือปลงผมของพระภิกษุเป็นวัตรปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ โดยพระภิกษุสงฆ์สามเณรทุกรูปจะต้องทำการปลงผมของตัวเองโดยไม่ให้ยาวเกิน ๒ นิ้ว ในปัจจุบันนี้พระภิกษุสงฆ์ได้ทำการปลงของตนเดือนละหนึ่งครั้ง หรือบางรูปอาจจะโกนเดือนละ ๒ ครั้งก็ได้ แล้วแต่ความนิยมหรือกฎระเบียบของวัดที่อาศัยอยู่ ส่วนวันที่ต้องปลงผมนั้นก็ได้กำหนดเอาวันโกน  คือวันขึ้น ๑๔ ค่ำ และแรม ๑๔ คำ เป็นวันสำหรับปลงผม (หรือแรม ๑๓ ค่ำของเดือนที่มีวันพระเป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ)

            สาระสำคัญของการโกนผมคือการลดภาระในการดูแลเส้นผมของพระภิกษุสงฆ์ โดยไม่ได้ให้ยึดติดในความสวยงามของทรงผม และสอดคล้องกับวิถีชีวิตแห่งพรหมจรรย์ที่ต้องละสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตไป ง่ายต่อการดูแล และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในเพศสมณะ

            ตอบ การโกนคิ้ว  อันทีจริงการโกนคิ้วไม่มีในพระบัญญัติ คือพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติเอาไว้ จะไม่โกนก็ถือว่าไม่ผิดวินัย แต่ตามระเบียบของคณะสงฆ์ไทยได้ถือปฏิบัติให้พระสงฆ์สามเณรชาวไทยทุกรูปต้องโกนคิ้วทุกครั้งเมื่อโกนผม เพราะเป็นความเรียบร้อย และสละคิ้วอันดกดำทิ้งเสีย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคิ้ว (พระสงฆ์ต่างประเทศ เช่น จีน ธิเบต เกาหลี ญี่ปุ่น พม่า เป็นต้น จะไม่โกนคิ้วเหมือนพระสงฆ์ไทย)

            มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นเหตุของการโกนคิ้วของพระสงฆ์ไทยว่า เมื่อก่อนนั้นพระสงฆ์ไทยยังไม่ได้โกนคิ้ว ต่อมาถึงสมัยที่ไทยต้องทำสงครามกับพม่า ได้มีทหารพม่าจำนวนหนึ่งปลอมตัวบวชเป็นพระเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อสืบข้อมูลลับทางราชการ ทางฝ่ายบ้านเมืองทราบสืบทราบเรื่องเข้า จึงหาวิธีจับตัวทหารพม่าโดยการขอร้องให้พระสงฆ์ไทยโกนคิ้วทั้งหมด เพื่อจะได้ทราบว่า คนไหนคือทหารพม่าเพราะมีคิ้วดกดำ ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์ไทยจึงโกนคิ้วมาตลอด

            ถาม ทำไมพระต้องใส่จีวรสีเหลือง?

            ตอบ ผ้าเครื่องนุ่งห่มของพระสงฆ์เรียกว่าผ้ากาสาวพัตร์ โดยทั่วไปนิยมเรียกว่าผ้าเหลือง ที่ชื่อว่าผ้ากาสาวพัตร์เพราะสมัยครั้งพุทธกาลต้องหาผ้ามาย้อมด้วยเปลือกไม้ที่มีรสฝาด (กาสาวพัตร์ แปลว่าผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด) นอกจากนั้นมีการย้อมด้วยดินแดง ขมิ้น ซึ่งเป็นสีธรรมชาติที่หาได้ง่ายใสสมัยพุทธกาล ผ้าที่ย้อมแล้วจะมีสีออกสีเหลืองอ่อนๆ หรือสีเหลืองอมแดง พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุใช้จีวรด้วยสีดังกล่าว ซึ่งอาจจะมีสีเข้มหรืออ่อน ก็แล้วแต่การย้อม แต่ทรงอนุญาตให้อยู่ในขอบเขตของสีเหลือง

            ผ้าเครื่องนุ่งห่มของพระนอกจากจะเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่หาง่ายแล้ว ยังเป็นสีที่ไม่ฉูดฉาดตาเหมาะแก่การใช้เป็นสีสำหรับผ้านุ่งห่มของพระภิกษุ

            ถาม ทำไม่พระไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาต?

            ตอบ การที่พระไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาตนั้นมีเหตุผล ๓ ประการ คือ

            ) การไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาต ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อทานที่ญาติโยมถวาย คือพระภิกษุสงฆ์จะต้องเคารพในบิณฑบาตที่ญาติโยมถวายด้วยศรัทธา โดยไม่ใส่รองเท้าขณะออกรับบิณฑบาต

            ) เพื่อเป็นการฝึกสติในการเดิน และควบคุมให้เกิดการระมัดระวังในการเดินมากขึ้น เพราะต้องระวังอันตรายจาการเหยียบก้อนกรวด หนาม เศษแก้วต่างๆ คือเป็นการฝึกสติขณะเดินบิณฑบาต

            ) เป็นการรักษารูปแบบของวิถีชีวิตดั้งเดิมของพระภิกษุเอาไว้ กล่าวคือในครั้งพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์จะไม่ใส่รองเท้าขณะเข้าไปสู่หมู่บ้าน พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะเดินทางไปในป่าหรือที่อื่นๆ (นอกจากหมู่บ้าน) เท่านั้น ที่จะใส่รองเท้าไปได้ พระภิกษุสงฆ์ในครั้งพุทธกาลจึงเข้าสู่หมู่บ้านโดยไม่ใส่รองเท้า ด้วยเหตุนี้พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันจึงรักษารูปแบบเดิมนี้เอาไว้ โดยไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาตเข้าไปใสหมู่บ้าน

            ถาม ทำไมพระจึงไม่ฉันอาหารตอนเย็น?

            ตอบ การที่พระไม่ฉันอาหารในเวลาตอนเย็นนั้น ด้วยเหตุผลต่อไปนี้คือ

            ) เป็นพุทธบัญญัติ ที่ทรงบัญญัติห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ ในเวลาวิกาลดังกล่าวจะฉันอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ยกเว้นเฉพาะพระภิกษุที่เป็นไข้

            ) จากข้อห้ามดังกล่าว มีเหตุผลสำคัญคือหากพระภิกษุฉันอาหารหลายมื้อทั้งมื้อเช้ามื้อเย็น ก็จะเป็นการรบกวนญาติโยมที่จะต้องเตรียมอาหารมาถวายพระทั้งเช้าและเย็น ย่อมจะทำให้เกิดความลำบากแก่ญาติโยม เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของพระภิกษุสงฆ์ต้องพึ่งพาญาติโยมในการดำรงชีพในด้านปัจจัยสี่ โดยเฉพาะด้านอาหาร จึงควรรบกวนญาติโยมให้น้อยที่สุด เพียงอาศัยข้าวจากการบิณฑบาตเพียงวันละ ๑ ครั้งเท่านั้น พระจึงฉันอาหารเช้า หรือตอนเพลเท่านั้น

            ) การฉันอาหารตอนเย็น ไม่มีความจำเป็นทั้งต่อด้านร่างกาย และการปฏิบัติธรรม ในส่วนของร่างกายก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารในเวลาตอนเย็น เพราะกลางคืนเป็นเวลาที่ร่างกายพักผ่อนและไม่ต้องการใช้พลังงานมากเหมือนกลางวัน ส่วนอาหารเช้าและอาหารเพลมีความจำเป็นต่อร่างกายมาก เพราะต้องใช้พลังงานในการทำงานในตอนกลางวัน ดังนั้น อาหารมื้อที่จำเป็นมากที่สุดคือมื้อเช้าและมื้อกลางวันเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วอาหารมื้อตอนเย็นยังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมตอนกลางคืออีกด้วย

 

ความรัก

ถาม  ความรักคืออะไร ในพระพุทธศาสนาสอนเรื่องความรักไว้อย่างไร?

ตอบ  ความรัก หรือคำว่ารัก เป็นคำที่มีความเข้าใจกันไปต่างๆ โดยส่วนมากคนทั้งหลายจะให้คำนิยามคำว่า “รัก” ไว้ โดยหมายถึงความผูกพันทางใจระหว่างชายกับหญิง ซึ่งเป็นความรักระหว่างเพศ หรือบางคนก็ให้ความหมายว่ารักคือการให้ รักคือการเสียสละ ดังบทกลอนที่มีผู้แต่งขึ้นเพื่อเปรียบเปรยความรักเป็นต่างๆ นานา ว่า

ความรักคือน้ำผึ้ง คือน้ำตา คือยาพิษ         คือหยาดน้ำอมฤต อันชื่นชุ่ม

คือเกสร คือดอกไม้ คือไฟรุม                   คือความกลุ้ม คือความฝัน นั่นแหละรัก ฯ

ในที่นี้ เป็นการยากจะหาคำนิยามที่ถูกต้องได้ ๑๐๐% เพราะความรักอาจเกิดได้จากองค์ประกอบและพื้นฐานทางจิตใจที่แตกต่างกันแต่โดยสรุปแล้วได้แก่ความผูกพันกันทางใจที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหนึ่งกับบุคคลหนึ่ง หรือระหว่างบุคคลกับสิ่งอื่น โดยมีเยื่อใยต่อกัน ทั้งเป็นความรักของคนระหว่างเพศ รักต่อเพื่อน ต่อพ่อแม่ ต่อครูอาจารย์ ต่อสัตว์ เป็นต้น

ในพระพุทธศาสนาได้สอนเรื่องความรักไว้โดยมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจกัน พระพุทธศาสนาแบ่งความรักเป็น ๓ ประเภท คือ

. ความรักที่เจือด้วยกิเลส มีราคะเป็นองค์ประกอบ เป็นความรักระหว่างชายกับหญิง ที่มีความต้องการตอบสนองอารมณ์ทางกามราคะ ซึ่งเป็นวิสัยธรรมดาของปุถุชนทั่วไป เรียกความรักประเภทนี้ว่า ราคะ หรือกามราคะ

. ความรักที่เป็นความผูกพันกันทางสายโลหิตเช่นความรักของพ่อแม่มีต่อลูก ลูกมีต่อพ่อแม่ และความสนิทสนมกันในฐานะเพื่อนญาติพี่น้อง หรือผูกพันกันโดยหน้าที่การงาน แล้วเกิดความสนิทสนมกัน รักใคร่ปรองดองกัน เรียกเรียกว่า เป็นความรักแบบ ปิยะ

. ความรักที่เกิดจากจิตใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสตัณหา เป็นความรักที่แผ่ความหวังดี ปรารถนาดีต่อผู้อื่นในฐานะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด เจ็บ ตาย ความรักประเภทนี้เรียกว่า “เมตตา” เป็นความรักที่มอบให้กับคนทุกคน สัตว์ทุกตัว ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีพรมแดนใดๆ มาขวางกั้น 

พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์มีความรักแบบเมตตา เพราะเป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงแท้ ก่อให้เกิดสันติภาพแก่สังคมมนุษย์ แก่โลก ตรงข้ามกับความรักที่เจือด้วยกิเลสที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งแก่ตนและผู้อื่นได้ เพราะเป็นความรักที่หวังจะได้ จะเอา อันก่อให้เกิดการเบียดเบียนกัน แย่งชิงกัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

ถาม  วัยรุ่นควรปฏิบัติตนอย่างไร ต่อความรัก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักเรียนนักศึกษา?

ตอบ วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องสร้างรากฐานชีวิตตนเองด้วยการศึกษา ในช่วงชีวิตที่เป็นวัยรุ่นคือช่วงที่กำลังเป็นนักเรียนนักศึกษา ภาระหน้าที่หลักในขณะนี้คือการศึกษาเล่าเรียน เพื่ออนาคตวันข้างหน้า สิ่งที่วัยรุ่นควรเอาใจใส่ให้มากคือการศึกษา ไม่ควรไปสนใจเรื่องรักเรื่องแฟน เพราะเมื่อมีความรักเกิดขึ้นขณะที่กำลังเรียน ความสนใจที่จะถูกแบ่งไปให้กับความรักจนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการเรียน เช่นการเรียนตกต่ำ ดังมีตัวอย่างหลายคนที่ไม่อาจจะเรียนจบได้ บางรายต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะเรียนไม่ไหว หรือเกิดตั้งครรภ์ขณะเรียนอยู่ ก็เกิดเป็นปัญหาตามมาเช่นปัญหาการทำแท้ง ปัญหาเด็กถูกทิ้งเป็นกำพร้า ปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบต่อทั้งครอบครัวและสังคม ดังนั้นวัยรุ่นควรปฏิบัติตนต่อเรื่องความรักดังนี้

) ระวังใจและหักห้ามใจของตนเองมิให้เกิดความรักหรือความสนิทสนมกับเพื่อนต่างเพศ เพราะอาจจะนำไปสู่การประพฤติที่นอกกรอบ และนำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้

) หากวัยรุ่นคนใดที่มีความรักหรือมีแฟนอยู่แล้ว ก็ต้องมีการหักห้ามใจรู้จักควบคุมใจยับยั้งชั่งใจตนเอง เพื่อมิให้เกิดการประพฤติที่เสียหาย และลดความสำคัญเรื่องความรักให้น้อยลง มุ่งแต่การเรียน ซึ่งต้องถือเป็นหน้าที่หลักอันดับหนึ่ง

) ต้องคำนึงถึงผลกระทบอันจะเกิดขึ้นกับตนเองและบุคคลรอบข้าง กล่าวคืออาจเกิดผลเสียหายต่อการเรียนและอนาคตของตนเอง และต่อคนรอบข้างคือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ผากความหวังไว้กับตัวเรา  หากว่าคนใดประพฤติตนเสียหาย จนเกิดความเสื่อมเสีย ผู้ที่เป็นทุกข์และอับอายมากที่สุดคือพ่อแม่และญาติพี่น้อง ดังนั้นต้องคำนึงผลต่อคนรอบข้างด้วย

) วัยรุ่นควรนำเอาความรักแบบเมตตามาเพิ่มพูนให้เกิดขึ้นในใจตนแทนความรักแบบราคะ ได้แก่การสร้างความเมตตาให้เกิดขึ้นในใจตน และแผ่ความเมตตาในทางปฏิบัติไปสู่บุคคลอื่นๆ คือรักพ่อรักแม่ รักเพื่อน รักครูอาจารย์ รักสัตว์ ด้วยเมตตา จะเป็นการพัฒนาจิตใจของตนให้สูงส่งมากยิ่งขึ้นไป

สวรรค์นรก

            ถาม นรกสวรรค์ มีจริงหรือไม่ คนทำความดีขึ้นสวรรค์ คนทำชั่วตกนรกนั้นเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร ?

            ตอบ นรกและสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง โดยมีความหมาย ๒ ประการคือ

ความหมายที่ ๑ นรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมิที่สามารถไปถึงได้หลังจากตายแล้ว นรกสวรรค์ดังกล่าวมีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจริง เช่นคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อื่นๆ มากมาย โดยได้กล่าวถึงสวรรค์ ๖ ชั้น ซึ่งเป็นภพที่มีแต่ความสุข ความบันเทิงสำหรับผู้ที่มีบุญกุศล ได้ประกอบคุณงามความดีทั้งหลายแล้วได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น

            ส่วนนรกก็มีปรากฏอยู่มากมายหลายแห่ง โดยได้กล่าวถึงนรกใหญ่ ๘ แห่ง และนรกที่ขยายจากนรกใหญ่อีก รวมทั้งสิ้น ๔๕๗ แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับทรมานเหล่าสัตว์ผู้ที่ประกอบกรรมชั้วมากมาย แล้วไปเกิดในนรกแห่งต่างๆ

ความหมายที่ ๒ นรกสวรรค์ที่ปรากฏทางใจแก่บุคคลในปัจจุบัน หรือสวรรค์ในอก นรกในใจ อันได้แก่ผลที่เกิดขึ้นกับใจเมื่อกระทำสิ่งใดลงไป หากทำดี พูดดี คิดดี ผลที่ได้รับคือความสุขใจ ปีติ อิ่มเอิบเบิกบานใจที่ได้รับจากการทำความดี เรียกว่า “สวรรค์ในอก”

ในขณะเดียวกัน หากทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ผลที่ได้รับคือความทุกข์ใจ เดือดร้อนวุ่นวายใจที่เกิดขึ้นจากการกระทำความชั่ว จิตใจเป็นทุกข์ เรียกว่า ตกนรกในใจ

คนที่ทำความดีย่อมได้ไปสู่สวรรค์ คนทำความชั่วต้องตกนรกนั้นเป็นความจริง คือ ในปัจจุบันเขาก็ได้รับความสุขใจเมื่อทำดี และได้รับความทุกข์ใจเมื่อทำชั่วอย่างแน่นอน เมื่อตายไปแล้ว ก็มีหลักฐานในพระไตรปิฏกว่า ผู้ทำแต่กรรมชั่วย่อมตกนรกได้ ผู้ประกอบกรรมดีย่อมได้ไปสู่สุคติ อันได้แก่ภพที่มีสุขมาก เช่นภพมนุษย์ และสวรรค์

ถาม ความเชื่อที่ว่านรกอยู่ใต้ดิน และสวรรค์อยู่บนฟ้านั้น จะมีทางเป็นไปได้อย่างไรเมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งบนฟ้าและใต้ดินไม่มีที่อยู่ตามที่เล่ากันเลย? ขออธิบาย

ตอบ นรกอยู่ไต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้านั้น เป็นการเปรียบเทียบให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงสภาพของนรกสวรรค์ คือ นรกเป็นสถานที่ต่ำ เป็นภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ และผู้ที่จะตกนรกนั้น ก็มีจิตใจที่ต่ำทราม จึงเปรียบว่า อยู่ใต้ดิน เมื่อไปนรกก็เรียกว่า ตกนรก เพราะเกิดจากสภาพจิตใจที่ตกต่ำ  ส่วนสวรรค์ก็เปรียบเป็นของสูง เพราะเป็นภพภูมิที่สูงกว่ามนุษย์ และผู้ที่จะไปได้จะต้องมีสภาพจิตใจที่สูงส่ง ต้องมีคุณธรรมสูง มนุษย์ที่จะได้ไปเกิดในสวรรค์ต้องมีคุณธรรมสูง จึงเปรียบสวรรค์อยู่บนฟ้า เรียกผู้ไปสวรรค์ว่า “ขึ้นสวรรค์”

ดังนั้นนรกสวรรค์จึงไม่ได้อยู่ที่ต่ำหรือสูงจากโลกคือแผ่นดิน แต่ความต่ำและสูงนั้นวัดที่ภพภูมิ และสภาพจิตใจของผู้ที่ไปสู่นรกและสรรค์ต่างหาก

 

 

 

 

 

 

อิทธิปาฏิหาริย์

            ถาม  อิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนามีจริงหรือไม่ อย่างไร?

ตอบ อิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนามีจริง และมีเรื่องราวในพระไตรปิฏกหลายแห่งที่กล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ที่พระพุทธองค์แสดงเพื่อเป็นอุบายในการประกาศธรรมแก่ผู้ที่ไม่สามารถจะใช้วิธีการอื่นได้ และพระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เมื่อคราวจำเป็นเท่านั้น

อิทธิปาฏิหาริย์เป็นส่วนหนึ่งของปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ ประการ ได้แก่

) อิทธิปาฏิหาริย์ การแสดงฤทธิ์เดชต่างๆ เช่นเหาะเหินเดินอากาศ แปลงกาย หรือเนรมิตสิ่งต่างๆ ได้

) อาเทสนาปาฏิหาริย์ ได้แก่การสามารถเดาใจ ทำนายทายทัก หรือรู้จิตใจของคนอื่นได้ด้วยความสามารถทางจิตของตน

) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ได้แก่สามารถสอนคนให้รู้ธรรมะ ให้มีปัญญาได้อย่างอัศจรรย์ สมารถสอนคนที่ไม่รู้ให้รู้ได้ สอนคนที่มืดบอดปัญญา ให้มีปัญญาได้ เรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งเช่นกัน

ถาม พระพุทธศาสนามีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องปาฏิหาริย์?

ตอบ พระพุทธศาสนามีท่าทีที่ชัดเจนต่อเรื่องปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ ประการ โดยพระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ เพราะอาจจะก่อให้เกิดความหลงงมงายแก่ประชาชนอีกทั้งมิใช่สิ่งที่ประเสริฐเลย ไม่สามารถดับทุกข์ได้ หากพระภิกษุรูปใดแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ หรือส่งเสริมอิทธิปาฏิหาริย์ ถือว่าขัดต่อคำสอนของพระพุทธองค์

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงไม่สนับสนุนให้พระภิกษุสงฆ์แสดงอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์  แต่พระพุทธองค์ทรงยกย่องและสนับสนุนการแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือทรงสนับสนุนผู้ที่สามารถสั่งสอนธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างปาฏิหาริย์ว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่เลิศกว่าปาฏิหาริย์ใดๆ

ถาม การที่มีวัดต่างๆได้ประกาศโฆษณาโดยนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการชักชวนประชาชนทำบุญเป็นการถูกต้องหรือไม่?

ตอบ การประกาศเชิญชวนให้ประชาชนเชื่อและปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงห้ามถือว่ากระทำการผิดเพราะพระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสดงหรือส่งเสริมอิทธิปาฏิหาริย์และห้ามมิให้ประกาศสิ่งที่มิใช่พระพุทธศาสนาแก่ประชาชน การที่นำเอาอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ มาเป็นเครื่องมือให้ประชาชนทำบุญนั้นไม่ถูกต้อง การทำบุญในพระพุทธศาสนาจะต้องทำด้วยศรัทธาและปัญญา ไม่ใช่ทำด้วยความหลงงมงาย อีกทั้งการทำบุญย่อมทำได้หลายทาง มิใช่เพียงแต่การถวายเงินเท่านั้น

 

สมาธิ

            ถาม  สมาธิคืออะไร การทำสมาธิสามารถทำได้อย่างไรบ้าง?

            ตอบ สมาธิ คือการที่มีจิตใจแน่วแน่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ มีใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ทำอยู่โดยไม่ฟุ้งซ่าน เช่นมีสมาธิในการอ่านหนังสือ คือมีจิตสงบนิ่งอยู่กับการอ่านเท่านั้น จิตไม่ล่องลอยหรือเหม่อลอยไปที่อื่น

            การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกเวลา ทุกอริยาบถ กล่าวคือการมีจิตใจตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม คือการกระทำทุกอย่างโดยมีจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งๆ นั้นอยู่มิขาดก็ชื่อว่าเป็นสมาธิ สามารถทำได้ตลอดเวลา เป็นสมาธิในชีวิตประจำวัน

            ส่วนการนั่งสมาธิที่ต้องนั่งขัดสมาธิ หลับตา กำหนดในใจว่า พุทโธ หรือกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอนั้น เป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการฝึกให้เกิดสมาธิคือความสงบแก่จิตใจ เรียกว่าสมถกัมมัฏฐาน 

            ถาม การทำสมาธิจะสามารถมีพลังจิตที่จะทำอะไรได้เช่นบังคับให้วัตถุเคลื่อนไหวได้  หรือสามารถถอดจิตออกจากร่างและสามารถระลึกชาติได้จริงหรือไม่?

            ตอบ จะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตามพระพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสนใจ และไม่หาคำตอบ เพราะไม่ใช่เป้าหมายของการทำสมาธิตามหลักพระพุทธศาสนา การนั่งสมาธิตามหลักพระพุทธศาสนามีเป้าหมายเพื่อให้จิตใจสงบแน่วแน่เพื่อเป็นพื้นฐานในการเข้าถึงปัญญาคือวิปัสสนา ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการทำสมาธิ หากการทำสมาธิแล้วไม่เข้าถึงความสงบของจิตใจก็ไม่ใช่สมาธิตามหลักของพระพุทธศาสนา อาจจะกลายเป็นความหลงในสมาธิก็ได้ เช่นทำสมาธิเพื่ออยากเห็นเลขหวย กลายเป็นนั่งเพื่อความโลภ ยิ่งนั่งก็ยิ่งไม่สงบ เพราะนั่งด้วยความโลภ ไม่ได้นั่งด้วยปัญญา

            ถาม การทำสมาธิมีประโยชน์อย่างไร?

            ตอบ สมาธิมีประโยชน์แก่บุคคลในด้านต่างๆ คือ

            - ด้านจิตใจ ทำให้มีจิตใจสงบเย็น จิตเป็นหนึ่งเดียว คือไม่วอกแวกฟุ้งซ่าน ผู้ที่มีจิตใจสงบ จะเป็นผู้ที่มีความสุขุม รอบคอบ เยือกเย็น สามารถควบคุมใจของตนเองจากอารมณ์ต่างๆได้ดี ไม่ตัดสินใจทำอะไรด้วยอารมณ์ แต่จะมีเหตุผลเข้ามากำกับ

            - ด้านร่างกาย ผู้ที่มีจิตใจเป็นสมาธิย่อมผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสทำให้ผิวพรรณผ่องใสตาม เพราะกายกับจิตมีความสัมพันธ์กัน อีกทั้งทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ตรงข้ามกับคนที่สุขภาพจิตเสื่อม ย่อมจะมีความหม่นหมองทั้งกายและจิต

            - ด้านการทำงาน  ผู้ที่มีสมาธิดี สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ผิดพลาดเสียหาย หากผู้ที่ไม่มีสมาธิในการทำงาน ย่อมส่งผลให้งานไม่เรียบร้อย ไม่มีประสิทธิภาพ และอาจเกิดอันตรายขณะทำงานได้ เช่น ไม่มีสมาธิขณะขับรถ ขณะทำงานกับเครื่องจักร เป็นต้น

 

ศาสนพิธี

            ถาม ขณะที่ใส่ตักบาตรพระ บังเอิญเอามือถูกบาตรเข้า จะเป็นบาปหรือไม่?

            ตอบ ไม่เป็นบาป เพราะไม่ใช่ความผิดหรือการเจตนา คนโบราณจะสอนลูกหลานโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงว่าเวลาใส่บาตรอย่าให้มือถูกบาตรพระ เพื่อเป็นการระวังมิให้มือของสตรีมาถูกต้องกายของพระ ซึ่งเป็นการไม่เหมาะสม จึงมีการระมัดระวังอย่าให้ถูกแม้แต่บาตร

            ถาม การอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้รับกุศลที่เราอุทิศไปหรือไม่?

            ตอบ การอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว จะสามารถรับส่วนบุญได้หากผู้ที่เราอุทิศส่วนบุญให้นั้นอยู่ในภพภูมิที่สามารถรับได้ ภพภูมินั้นได้แก่ภพภูมิของเปรต เนื่องจากว่า สัตว์โลกที่บังเกิดในภพภูมิต่างๆ จะมีอาหารสำหรับภพภูมินั้นๆ อยู่ เช่นภพมนุษย์ก็มีอาหารของมนุษย์เรียกว่ากวฬิงการาหาร  ภพเทวดาก็มีอาหารของเทวดาได้แก่อาหารทิพย์ ในภพเปรตนั้น มีอาหารของเปรตอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ “ส่วนบุญ”

            ดังนั้น เมื่อญาติทำบุญแล้ว ได้บุญแล้วอุทิศส่วนบุญนั้นไปแก่ญาติที่อุบัติในภพเปรต หากเขารับทราบและอนุโมทนา เขาก็ได้รับส่วนบุญทันที โดยไม่ต้องผ่านนายหน้า  ถ้าหากเราอุทิศไปให้แล้ว แต่ว่าเขาเกิดในภพอื่นที่ไม่ใช่เปรต เขาก็ไม่ได้รับ แต่ผลบุญนั้นก็ไม่หายไปไหน ไม่เสียเปล่า บุญก็เป็นของผู้ที่อุทิศนั่นเอง

            ถาม การถวายทานอย่างไร จึงจะถูกต้องและได้บุญกุศลจริง?

            ตอบ การถวายทานเป็นการเสียสละวัตถุสิ่งของเพื่อมาถวายแก่พระสงฆ์ ผู้ที่ถวายควรจะคำนึงถึงองค์ประกอบ ๓ ประการนี้ เพื่อจะได้บุญกุศลมากและถูกต้อง

            องค์ประกอบที่ ๑ ได้แก่คนที่ถวาย จะต้องมีความตั้งใจที่จะถวายจริงๆ เรียกว่ามีเจตนาทั้งก่อนถวาย ขณะที่ถวาย และเจตนาหลังจากถวายแล้ว ไม่เปลี่ยนเจตนารมณ์ อีกทั้งต้องถวายด้วยศรัทธา โดยไม่มีเจตนาอื่นที่ไม่ดีแอบแฝง เช่นถวายทานเพื่ออยากมีชื่อเสียง เป็นต้น

            องค์ประกอบที่ ๒ ได้แก่ผู้รับ ซึ่งหมายถึงพระสงฆ์ ซึ่งจะต้องเป็นผู้มีศีล ประพฤติดีปฏิบัติชอบ มีคุณสมบัติที่จะรับทักษิณาทาน หากผู้รับมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็จะได้รับผลบุญมาก หากมีคุณสมบัติลดลง ผลบุญที่ได้ก็ลดลงตามลำดับ

            องค์ประกอบที่ ๓ ได้แก่สิ่งของที่นำมาถวาย จะต้องเป็นสิ่งของที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ไม่ได้มาด้วยการทุจริตผิดศีลธรรมใดๆ และสิ่งของนั้น ต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้รับด้วย หากนำเอาสิ่งของที่มีเป็นโทษมาถวาย ก็ไม่ได้บุญกุศล

            ดังนั้น การถวายทานจะมีอานิสงฆ์ผลบุญมาก เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง ๓ นี้สมบูรณ์

 

การเรียน

            ถาม ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียน หรือเรียนเก่ง?

            ตอบ การที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนหรือการทำงานทุกอย่างนั้น จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้

            ) ต้องมีใจรัก (ฉันทะ) คือมีความชอบและเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียน เรียนด้วยใจรัก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับหรือเรียนสักว่าให้ผ่านๆ ไป หรือเรียนด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย

            ) มีความขยันหมั่นเพียร (วิริยะ) มุ่งมั่นในการเรียน โดยไม่ท้อถอย เรียนด้วยความจริงจัง ทั้งขยันอ่านหนังสือ ขยันทำการบ้าน ขยันไปโรงเรียน ฯลฯ

            ) เอาใจใส่ต่อหน้าที่การเรียน (จิตตะ) โดยไม่ปล่อยปละละเลย มีความรับผิดชอบต่อการเรียน เห็นหน้าที่การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ

            ) มีการไตร่ตรองตรวจสอบเพื่อความก้าวหน้าในการเรียนอยู่เป็นนิจ (วิมังสา) ได้แก่การไตร่ตรองดูในด้านต่างๆ เช่นตรวจสอบข้อบกพร่องในการเรียนของตนเองเพื่อนำไปสู่การแก้ไข  ปรับปรุงต่อไป

            ถาม ทำอย่างไรจะให้มีสมาธิในการอ่านหนังสือ?

            ตอบ สมาธิจะเกิดขึ้นได้ ต้องตัดความกังวล ตัดความคิดฟุ้งซ่านออกทิ้งไป แล้วพยายามมีสติอยู่กับการอ่าน หากเวลาใดจิตใจเริ่มจะคิดไปเรื่องอื่น ก็ต้องเอาสติตามไปรู้ และตามจับเอาจิตใจที่คิดอยู่นั้นกลับมาอยู่กับการอ่านหนังสืออีก หากคิดออกไปอีกก็ต้องรู้ทันและติดตามมันอีกอย่าให้ถลำลึกจนตามไม่ทัน

            อีกประการหนึ่ง ต้องเลือกองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น เลือกสถานที่ที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีสิ่งล่อใจให้สติเตลิด  หากพยายามอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล ก็ควรเปลี่ยนบรรยายกาศด้วยการวางหนังสือชั่วคราวแล้วทำกิจกรรมอื่น เช่นเดินเล่น ทำงานบ้าน พอจิตใจหายฟุ้งซ่านแล้ว ก็กลับมาอ่านต่อ

 

ผีวิญญาณและภพหน้า

            ถาม  ผีและวิญญาณมีจริงหรือไม่?

            ตอบ เรื่องผีหรือวิญญาณ เป็นเรื่องที่ต้องแยกตอบเป็น ๒ ประเด็น คือเรื่องผี กับเรื่องวิญญาณ ดังนี้

            - ผี ในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจกันคือ คนที่ตายไปแล้ว (โดยหมายการตายทุกรูปแบบไม่มีข้อยกเว้น) มาหลอกหลอนเพื่อให้คนเป็นได้กลัวจนขนลุกขนพอง หรือถึงกับวิ่งหนีแบบใช้ความเร็วสูง หรืออาจจะเป็นลมลงต่อหน้าผีเลยก็ได้ ก็แล้วแต่ความเข้มแข็งของจิตของผู้ที่ได้มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับผีโดยไม่ได้รับเชิญ

            ผีในความหมายดังกล่าวนี้ ไม่มีปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระไตรปิฎก แต่มีลักษณะที่อาจจะเป็นผีตามที่คนเข้าใจกันก็ได้ ผีที่ว่าหมายถึง บรรดาพวกเปรตทั้งหลายที่ต้องเสวยกรรมในภพเปรต อาจจะปรากฏกายให้ผู้ที่เป็นญาติให้เพื่อขอร้องให้ญาติอุทิศส่วนกุศลไปให้ เช่นในสมัยพุทธกาลได้มีพวกเปรตมาปรากฏให้พระเจ้าพิมพิสารได้เห็น หลังจากพระเจ้าพิมพิสารทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไป ตอนกลางคืนจึงปรากฏมีพวกเปรตมาปรากฏกายให้เห็น ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารจึงจัดทำบุญใหม่ และได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ (ประเพณีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับได้สืบมาจนถึงปัจจุบัน) พวกเปรตจึงได้รับส่วนบุญในเวลาต่อมา

            อีกประเภทหนึ่ง อาจจะเป็นเทวดาปรากฏกายให้เห็นก็ได้ เช่นในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการปรากฏกายของเทวดาที่อาศัยอยู่กับต้นไม้ (รุกขเทวดา) และเทวดาที่สิ่งสถิตอาศัยอยู่บนพื้นดิน (ภุมมเทวดา) ที่ปรากฏกายเป็นรูปลักษณะต่างๆ เพื่อให้คนได้สะพึงกลัว หรือตกใจ (เพราะเทวดาที่เป็นพาลก็มี)

            - ส่วนวิญญาณ ก็มีสองความหมาย คือความหมายแรกที่คนทั่วไปเข้าใจกัน หมายถึงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว (ก็คือผีนั่นเอง) และวิญญาณในความหมายทางพระพุทธศาสนาหมายถึงการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (วิญญาณ แปลว่า การรู้แจ้ง ได้แก่ ตาเห็นรูปแล้วรู้ว่าเป็นอะไร หูได้ยินเสียงแล้ว รู้แจ้งว่าเป็นเสียงอะไร จมูก ฯลฯ) ดังนั้น วิญญาณในความหมายทางพระพุทธศาสนามีจริง ตาเห็นรูปแล้วมีวิญญาณคือความรู้แจ้งจริง หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้ถูกสัมผัส ใจรับอารมณ์ แล้วเกิดการรับรู้ในสิ่งนั้นๆ เรียกว่า วิญญาณ

            ถาม ตายแล้วไปไหน?

            ตอบ ในส่วนของสรีระ ก็ต้องนำไปจัดการตามประเพณี เช่นนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัด ที่บ้านก็แล้วแต่เจ้าภาพ หรือหากตายผิดธรรมดา เช่นถูกฆาตกรรม หรือฆ่าตัวตาย ก็อาจจะต้องถูกนำไปโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรศพกันก่อน แล้วสุดท้ายก็ต้องไปสู่ป่าช้า อันเป็นแห่งสุดท้าย

            แต่ในส่วนของวิญญาณไม่ได้จบสิ้นที่ป่าช้าเท่านั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนากล่าวว่าต้องไปเกิดใหม่ จะไปเกิดที่ไหน หรือเกิดเป็นอะไร ก็ไม่อาจจะรู้ได้ ทั้งนี้หากขึ้นอยู่กับบุญกุศลและบาปกรรมที่ผู้นั้นได้สร้างไว้ หากมีบุญกุศลมากก็จะส่งผลให้เขาได้ไปเกิดในสุขคติภูมิคือภพที่มีความสุขมากเช่นเกิดเป็นเทวดาอยู่สรวงสวรรค์ หรือเกิดเป็นมนุษย์ที่มีความสุข หากมีกรรมชั่วมาก ก็ต้องไปเกิดในที่ทุคติ คือภพที่มีทุกข์มาก เช่นเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในภพนรก ภพเปรต เป็นต้น สรุปแล้วก็คือต้องไปเกิดใหม่ และเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ตลอดไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น ยกเว้นบุคคลประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด บุคคลประเภทนั้นคือพระอรหันต์ เพราะท่านได้ตัดกิเลสทั้งปวงได้ ส่วนผู้ที่ยังมีกิเลสทั่วไป ก็เวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป

            ถาม ชาติหน้ามีจริงหรือไม่? ผู้ที่ไม่เชื่อจะมีผลกระทบอย่างไร?

            ตอบ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เพราะผู้ที่ยังไม่หมดกิเลสคือยังไม่บรรลุพระนิพพาน ก็ต้องตายแล้วเกิดๆ อยู่อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อมีการเวียนว่ายตายเกิด ก็ย่อมมีชาติหน้า และชาติก่อนอย่างแน่นอน มีเรื่องราวต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฏกที่แสดงถึงการเวียนว่ายต่ายเกิดอยู่มากมายหลายแห่ง เช่นเรื่องอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่เกิดเป็นบุคคลต่างๆ หรือเกิดเป็นสัตว์ในชาติต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องชาดก ที่กล่าวถึงอดีตชาติของพระพุทธองค์ไว้มากมาย

            หากผู้ที่ไม่เชื่อว่าชาติหน้ามี แล้วประกอบกรรมชั่ว เพราะคิดว่าไม่ต้องได้รับกรรมในชาติหน้า ก็ทำให้เขาได้รับความทุกข์ในปัจจุบันเพราะประกอบกรรมชั่ว และหากตายไป มีชาติหน้าจริง ก็ต้องได้รับกรรมอีก (เรียกว่าเจอสองต่อ) ไม่มีผลดีทั้งปัจจุบันและอนาคต

            หากผู้ที่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง ก็จะทำให้เขามีความระมัดระวัง เกรงกลัวต่อบาปกรรม ไม่กล้าที่จะทำกรรมชั่ว เพราะเกรงกลัวต่อผลในชาติหน้า บุคคลประเภทนี้ย่อมได้เปรียบทั้งสองต่อ คือในชีวิตปัจจุบันเขาก็มีความสุขจากการทำความดี ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น หากตายไปแล้วมีชาติหน้าจริง เขาก็ไม่หวั่น เพราะเตรียมตัวพร้อมมานานแล้ว ก็ได้รับผลของความดีต่อไป

 

วัดและศาสนสถาน

            ถาม  วัดอุโมงค์สร้างขึ้นเมื่อใด  ใครเป็นผู้สร้าง?

            ตอบ วัดอุโมงค์ ได้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามังรายมหาราช กษัตริย์ผู้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้ามังรายได้สร้างเมื่องเชียงใหม่ขึ้น เมื่อปี พ.. ๑๘๓๙ จากนั้นพระองค์ได้สร้างวัดหลายแห่งตามมา วัดอุโมงค์ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามังราย แต่ไม่ปรากฏว่าได้สร้างใน พ.. ไหน

            ตอนสร้างครั้งแรกนั้นยังไม่ได้ชื่อว่า วัดอุโมงค์ แต่ชื่อว่า วัดไผ่ ๑๑ กอ (หรือวัดเวฬุกัฏฐาราม แปลว่า วัดป่าไผ่) เพราะสร้างขึ้นในป่าไม้ไผ่ โดยพระเจ้ามังรายได้สร้างเพื่อใช้เป็นที่พำนักแก่พระสงฆ์จากประเทศศรีลังกา ที่เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในไทย

            ส่วนอุโมงค์ได้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชซึ่งเป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ (.. ๑๙๑๐-๑๙๓๑) โดยได้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นที่พำนักแก่พระเถระชาวเชืยงใหม่ผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก นามว่า พระเถรจันท์  ตั้งแต่บัดนั้นมา วัดไผ่ ๑๑ กอ จึงได้ถูกเรียกว่า วัดอุโมงค์ มาตั้งแต่บัดนั้น

            ถาม  วัด, อาราม, สำนักสงฆ์ มีความแตกต่างกันอย่างไร?

            ตอบ วัดกับอารามมีความหมายเดียวกัน คำว่าวัดเป็นภาษาไทย อารามเป็นคำภาษาบาลี ซึ่งหมายถึงศาสนสถานอันที่ประกอบพิธีกรรมทางต่างๆ ของพุทธศาสนิกชนและเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์สามเณร ส่วนคำว่า “วัด” กับคำว่า “สำนักสงฆ์” มีความแตกต่างกันคือ

            วัด เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์โดยถูกต้องตามระเบียบของกรมการศาสนา ซึ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เป็นนิติบุคคลในทางกฎหมาย ส่วนสำนักสงฆ์หมายถึงที่พักหรือที่อยู่ของสงฆ์ที่ไม่ได้เป็นวัดสมบูรณ์ ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (วิสุงคามสีมา หมายถึง การได้รับพระราชทานที่ดินส่วนหนึ่ง เพื่อถวายเป็นของสงฆ์โดยเฉพาะ แล้วใช้ที่ดินส่วนนั้นสร้างเป็นอุโบสถเพื่อประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย)

ถาม  การสร้างเจดีย์เพื่อวัตถุประสงค์อะไร?

ตอบ เจดีย์เป็นปูชนียวัตถุอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา การสร้างเจดีย์ในยุคแรก เพื่อเป็นที่เก็บหรือบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกของพระพุทธเจ้า) เพื่อเป็นอนุเสาวรีย์ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ นอกจากนั้นยังได้มีการสร้างเจดีย์เพื่อเก็บสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ เช่น พระเมาลี (ผม) บาตร จีวร เป็นต้น  ต่อมาภายหลังก็ได้มีการสร้างเจดีย์ขึ้นมากมายโดยเฉพาะในเมืองไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นปูชนียวัตถุให้ชาวพุทธได้สักการะบูชา เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์และพระสาวก

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างคำถามของวัยรุ่นที่มีความสงสัยในเรื่องต่างๆ ทางศาสนา แล้วนำมาถามกับพระ เพื่อแก้ข้อสงสัยและขอแนวทางในการดำเนินชีวิตอันเป็นประโยชน์ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1