ภาษาล้านนา



  ภาษาล้านนา ( คำเมือง )
  การถ่ายทอดเสียงภาษาไทล้านนา
  ระบบคำ


ภาษาล้านนา ( คำเมือง )

สุนันท์ ไชยสมภาร*

     ภาษาล้านนา หรือคำเมือง เป็นภาษาประจำราชอาณาจักรล้านนามาเป็นระยะเวลานาน ตามประวัติศาสตร์ล้านนา มีหลักฐานจารึกอักษรล้านนาเมื่อประมาณ 500 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ตามความเป็นจริงสันนิษฐานว่า ภาษาล้านนาเป็นภาษาที่เกิดขึ้นมานานนับพันปีเลยทีเดียว ภาษาล้านนามีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ในสมัยโบราณการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลความรู้ด้านต่าง ๆ จะมีการประดิษฐ์อักษรใช้แตกต่างกัน ภาษาล้านนาเป็นภาษาที่มีสัณฐานกลมป้อม คล้ายอักษรมอญ มีเสียงสระภายในตัว ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันในอดีต ภาษาล้านนาเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ความเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่

        ปราชญ์พื้นบ้าน และปราชญ์ราชสำนัก สามารถอ่านออกเขียนได้ มีการให้การสนับสนุนการเรียนภาษาล้านนาทั้งฝ่ายอาณาจักร และฝ่ายศาสนจักร สิ่งที่เป็นวิถีชีวิตพื้นบ้าน ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมืองในอดีต กฎหมายต่าง ๆ วรรณกรรมพื้นบ้าน ตำรายาสมุนไพร การรักษาโรค โหราศาสตร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ลงบนใบลาน พับสา ข่อย ศิลาจารึก ฝาผนักภาพโบราณที่ต่าง ๆ

        วรรณกรรมต่าง ๆ ที่มีการบันทึกเป็นภาษาล้านนา เช่น จามเทวีวงศ์ สิหิงคนิทาน พงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ จักรวาฬทีปนี มังคลัตถทีปนี นิราศหริภุญชัย ( กะโลงเมิงเป้า ) ซึ่งเป็นนิราศอายุเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย ลิลิตพระลอ ปัญญาสชาดก นิทานพื้นบ้านที่แต่งโดยปราชญ์พื้นบ้าน เป็นชาดกหลาย ๆ เรื่อง เช่น อุสาบารส หงษ์หิน กินรี สุวรรณสาม อมราพิศวาส ฯ กฎหมายมังรายศาสตร์ อวหาร25 กฎหมายเช่านา ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การที่มีการใช้อักษรล้านนาจารึกพระไตรปิฎกในการสังคยานาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ในปีพุทธศักราช 2020 ณ วัดมหาโพธาราม ( วัดเจ็ดยอด ) ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชมหาราช แห่งราชวงศ์มังราย ช่วงนั้นถือว่าเป็นยุคทองของภาษาและวรรณกรรมล้านนาเป็นอย่างมาก

        หลังจากที่ทำสังคยานาเสร็จสิ้นลง ได้แจกจ่ายใบลานพระไตรปิฎกเผยแพร่ไปยังที่ต่าง ๆ เช่น เมืองสิบสองปันนา เมืองหลวงพระบาง และหัวเมืองต่าง ๆ ของอาณาจักรล้านนา นอกจากนั้นในสมัยต่อ ๆ มา มีการเรียนรู้วรรณกรรมกันอย่างแพร่หลาย ตามพื้นบ้านล้านนาจะมีศิลปินชาวบ้าน พูดคุย ทักทายกันด้วยสำเนียงภาษาที่มีระเบียบระบบ เช่น ค่าวซอ กาพย์ เจี้ย จ๊อย กะโลง ฯลฯ ภาษาล้านนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อักษรธรรม สร้างนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น พระสิริมังคลาจารย์ พระโพธิรังษี พระรัตนปัญญาเถระ สามเณรใหญ่ แสนเมืองมา ศรีวิชัยโข้ พระยาพรหมโวหาร ( กวีเอกแห่งล้านนา ) ผู้แต่งค่าวกำจ่มพระยาพรหม ปู่สอนหลาย ย่าสอนหลาน ฯลฯ

        ความเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาษาล้านนามีความสำคัญในบทบาทที่หลากหลาย คุณค่าทางภาษา ที่สะท้อนวิถีชีวิตในอดีต เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินชีวิตของอนุชนคนรุ่นหลังในปัจจุบัน ดังนี้น เราควรที่จะเรียนรู้ และสืบสานสิ่งที่ดีงามโดยปรับนำมาใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้มรดกวัฒนธรรมทางภาษาคงอยู่ตราบนานเท่านาน

( งานสืบสานล้านนา ระหว่างวันที่ 6-9 เมษายน 2543 ณ โรงเรียนภูมิปัญญาล้านนา เชียงใหม่ )

   *สุนันท์ ไชยสมภาร บัณฑิตวิทยาลัย ภาควิชาส่งเสริมการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาสาสมัครโรงเรียนภูมิปัญญาล้านนา

  


(--กลับสู่ด้านบน--)

การถ่ายทอดเสียงภาษาไทล้านนา

  ภาษาไทล้านนา ได้รับการบันทึกไว้ได้ด้วยอักษรถึง ๓ ระบบ คือ

  1. อักษรธรรมล้านนา   ที่ทั่วไปเรียก ตัวเมือง นิยมใช้บันทึกคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
  2. อักษรฝักขาม  หรืออักษรที่ปรับปรุงจากอักษรแบบสุโขทัย นิยมใช้กับศิลาจารึก
  3. อักษรไทนิเทศ  คืออักษรที่ปรับปรุงจากอักษรฝักขาม แต่ใช้จารึกในใบลาน
        ทั้งนี้อักษรที่ใช้อย่างแพร่หลายคือ อักษรธรรมล้านนา

การจัดหมู่อักษร

        ในการเสนอข้อมูลแบบ ปริวรรต หรือ เทียบอักษร นี้จะใช้อักษรและอักขระวิธีของ ภาษาไทยมาตรฐานโดยมีข้อยกเว้นบางประการ แต่กำหนดให้ออกเสียงตามแบบล้านนา ซึ่งโดยวิธีนี้ แม้จะใช้รูปวรรณยุกต์เพียง ๒ รูป คือ ไม้เอก และ ไม้โท ก็ตาม แต่อาศัยการ จัดอักษรเป็น ๓ หมู่ตามพื้นเสียงแบบล้านนานั้น ย่อมจะช่วยให้ผันเสียงรรณยุกต์ให้ ครบทั้ง ๖ เสียง ดังได้แบ่งกลุ่มพยัญชนะ ดังนี้

อักษรสูง (มีพื้นเสียงเท่ากับเสียงจัตวาในภาษาไทยมาตรฐาน)
ก ข จ ฉ ฏ ฐ ต ถ
ป ผ ฝ ษ ศ ส ห
หง หน หม หย หล หว กร ขร
ปร ตร

อักษรกลาง (มีพื้นเสียงเท่ากับเสียงสามัญในภาษาไทยมาตรฐาน)
บ ด อย อ

อักษรต่ำ (มีพื้นเสียงเท่ากับเสียงตรีในภาษาไทยมาตรฐาน)
ค ฆ ง ช ฌ ญ ฒ ณ ท
ธ น พ ภ ม ย ร ล ว
ฬ ฟ ฅ ซ ฮ

เนื่องจากการจัดหมู่อักษรดังกล่าวทำให้มีอักษรคู่คือ อักษรต่ำคู่กับอักษรสูง เช่น
ก – ค, ห – ฮ , หน – น, หล – ล แล้ว ทำให้สามารถผันอักษรตามแบบเสียงล้านนาได้ครบถ้วน ทั้ง ๖ เสียง ดังนี้
คา ก่า ค่า ก้า ค้า กา
วาย หว่าย ว่าย หว้าย ว้าย หวาย
ส่วนอักษรกลางนั้นสามารถผันรูปวรรณยุกต์ได้เพียง ๓ ระดับ คือ
อา อ่า อ้า

แต่การออกเสียงนั้นสำหรับพยํญชนะในหมู่อักษรกลางนี้อาจออกเสียงได้ ๒ ระดับเสียง

สำหรับแต่ละเครื่องหมายวรรณยุกต์ โดยคล้อยตามระดับของเสียงของศัพท์ ปรากฏเป็นปริบท เช่น อุ้ย อาจออกเสียงวรรณยุกต์เป็น / อุ๊ย / แปลว่า ยาย และออกเสียงวรรณยุกต์ครึ่งโทครึ่งตรีเป็น / uj / แปลว่า ใหญ่, ต้นขา,นม


(--กลับสู่ด้านบน--)

ระบบคำ

  ระบบคำในภาษาไทล้านนา ประกอบด้วยคำที่เป็นพยางค์เดียวหรือ หลายพยางค์เช่นเดียวกับภาษาไทยมาตรฐานซี่งหากจะพิจารณาด้วยระบบไวยากรณ์ แล้วจะเห็นว่าอาจแยกประเภทของคำได้ว่าเป็น คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำปฏิเสธ คำแส่ดง คำถาม คำลงท้ายประโยค และองค์ประกอบอื่นๆ เช่นเดียวกับภาษาไทยมาตรฐาน

1. คำนาม
        คำนามในภาษาไทล้านนามีหน้าที่ทางไวยากรณ์เช่นเดียวกับคำนามในภาษาไทยมาตรฐานคำนามเหล่านี้นีที้งคำที่มีรูปคำและความหมายตรงกับในภาษาไทยมาตรฐาน และมีคำนามอีก จำนวนหนึ่งที่ใช้เฉพาะในถิ่นล้านนา เช่นฟักหม่น (ฟักเขียว) เตี่ยว (กางเกง) แมงงน (แมลงวัน) ขัน (พาน) กาโปก(กาบที่หุ้มไม้ไผ่) เพียด(กระบุง) ลวง(มังกร) กับไฟ (ไม้ขีด-กล่องไม้ขีด)

2. คำสรรพนาม
        คำสรรพนามที่ใช้กันอยู่ในเขตล้านนานั้น ทั้งคำสรรพนามที่มีรูป คำคล้ายกับคำสรรพนามที่มีอยู่ในภาษาไทยมาตรฐานะมีคำสรรพนามที่ใช้เฉพาะในเขตไทล้านนาเช่นกัน เช่น รา-ฮา (กู) เพิ่น (เขา, ท่าน) ข้าเจ้า (ดิฉัน) อี่ลุง (ลุง) ไอ่(ไอ้)หมู่ตู (พวกเรา) เป็นต้น

3. คำกริยา
        กริยาที่ใช้กันอยู่ในหมู่ชนชาวล้านนานั้นนอกเหนือจากที่จะมีพวกที่คล้ายคลึงกับคำที่ใช้กันเป็นปรกติในภาษาไทยมาตรฐานแล้ว คำกริยาจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปรากฏ หรือไม่เป็นที่นิยมใช้ในภาษาไทยมาตรฐาน เช่น ทั่ง (กระทุ้ง) ทุ้ม (คลุม) นบ (กราบ) มืนตา (ลืมตา) เป็นต้น

4. คำวิเศษณ์
        คำวิเศษณ์ในภาษาไทล้านนามีอยู่ในการใช้งานเป็นจำนวนมาก ในกลุ่มคำวิเศษณ์ นี้มีทั้งจำพวกที่คล้ายกับที่ปรากฏอยู่ในระบบชองภาษาไทยมาตรฐาน และที่มีปรากฏในเฉพาะ ภาษาไทล้านนา เช่น แวบ (หวำ,ยุบลงเช่นพุงยุบ) ม็อก (เป็นผงละเอียด) กัด (เย็นหรือบาดเข้าไปในใจ) ม่วน (ดี, เพราะ, สนุกสนาน, สะดวก, สบาย) เป็นต้น

        คำวิเศษณ์ในภาษาไทล้านนานอกเนือจากที่จะมีพวกที่ใช้ขยายคำตามธรรมดาโดยที้ไปแล้ว ยังมีคำจำพวกหนึ่งที่ไม่มีความหมายในตัวเองแต่เมื่อใช้ขยายคำ แล้วจะให้ความหมายเชิงความรู้สึกได้ชัดเจนในแง่ของภาพลักษณ์ ( Sound symbolism) ได้เป็นอย่างดี คำวิเศษณ์นี้มักปรากฏเป็นกลุ่มเช่น ลักษณะของเล็กที่พลิกใช้ ปิกกะดิก ถ้าของขนาดกลางที่พลิก ใช้ ป็อกกะด็อก หากของขนาดใหญ่ที่พลิกหรือกระดกขึ้นใช้ เปิก็กะเดิก็ หรือ คำที่ใช้ขยายของขนาดเล็กที่มีสีแดงเรื่อ ๆ อย่างแสงโคมใช้ แดงซิงฮิง ของขนาดกลางที่มีสีแดงเรื่อใช้ แดงซางฮาง ถ้าของขนาดกลางสีแดงสดใช้ แดงแผ้แหล้ และของขนาดใหญ่สีแดงสด ใช้ แดงเผ้อเล้อเป็นต้น

5. คำปฏิเสธ
        คำที่ใช้ในการปฏิเสธในภาษาล้านนามีอยู่จำนวนไม่มากนัก ซึคงมักจะใช้คำว่า บ่เป็นคำหลัก และอาจปรากฏการใช้คำปฏิเสธเป็นกลุ่มก็ได้ เช่น บ่มา (ไม่มา) บ่เอา (ไม่เอา) บ่หื้อ (ไม่ให้) บ่หล้างดีเอา (ไม่สมควรเอา)

6. คำแสดงคำถาม
        คำแสดงคำถามที่ชาวล้านนาใช้ชีวิตประจำวันนั้น แม้จะแผกเพี้ยนไปจากที่มีใช้ในภาษาไทยมาตรฐานอยู่บ้างก็ตาม แต่หน้าที่ในด้านไวยากรณ์ของ คำเหล่านี้น ก็ยังคงปรกฏเป็นเช่นเดียวกับที่มีอยู่ในภาษาไทยมาตรฐาน เช่น เอาบ่ ( เอาหรือไม่) มีคาว่าบ่หมี ( มีหรือไม่มี) อี่นายชื่อว่าจะไดอั้นชา (อีหนูชื่ออะไรหรือ) ขวายแลัวเปนชาใดยังบ่มา ( สายแล้ว ทำไมยังไม่มา) เราไพแอ่วทวยกันน่อ (เราไปเที่ยวด้วยกันนะ) เป็นต้น

7. คำลงท้ายประโยค
        เอกลักษณ์ประการหนึ่งของภาษาในตระกูลไท ( Tai Languages) นั้น คือการที่ใช้คำลงท้ายประโยคเพื่อความนิ่มนวลของการใช้ภาษา ซึ่งในกรณีนี้ภาษาไทล้านนาก็ได้มีเอกลักษณ์เช่นเดียวกับชนเผ่าไทยกลุ่มอื่น ๆ เช่นกัน กล่าวคือ จะมีการใช้คำลงท้ายประโยคอยู่ด้วย เช่น กินเหียบ่าเดี่ยวนี้เน่อ (กินเสียเดี่ยวนี้นะ) นอนเทอะลูก เดิ๊กแล้ว (นอนเถอะลูก ดึกแล้ว) ม่วนแท้บ่าเฮ้ย (สนุก ๆ แกเอ๋ย) เป็นต้น

8. คำประสม
        คำประสมในภาษาไทล้านนามีทั้งคำประสมที่ใช้เป็นคำนามและคำกริยา โดยมากแล้วคำประสมนั้นมักจะช่วยเพิ่มลักษณ์เฉพาะของคำนั้น ๆ ให้ชัดเจนเด่นขึ้นไป เช่น กิ่งก้อย(นิ้วก้อยของมือ) กิ่งห้อย (อาวรณ์, อาลัย) เรือนไฟ ( ครัวไฟ, ที่ทำอาหาร) ขอนผี(ซากศพ) น้องชาย ( น้องเขย) พระเจ้า ( พระพุทธเจ้า) เป็นต้น

9. คำซ้ำ
        คำซ้ำในภาษาไทล้านนาที่ปรากฏนั้นอาจจำแนกได้ว่าเป็นการซ้ำคำ เพื่อเพิ่มความหมายของคำนั้น เช่น เวิย ๆ ( ไว ๆ , เร็ว ๆ ) จักเลือกเอาดาวแก่นไส ๆ ( จะเลือกเอาดาวดวงที่สุกใส) แอ่ว ๆ แหวง ๆ ได้กินน้ำแกง ถ้วยเก่า (มัวแต่เที่ยวไปเที่ยว มาก็ได้แต่กินน้ำแกงถ้วยเดิม)

        นอกจากคำซ้ำเพื่อเพิ่มความหมายโดยตรงแล้ว ในขบวนการของ ภาษาไทล้านนานั้นมีการซ้ำคำอีกจำพวกหนึ่งเป็นการซ้ำคำเพียงบางส่วน แต่ยังคง ลักษณะโครงสร้างของประโยคและใจความร่วม เพียงแต่ย้ำให้มองเห็น ความหมายขยายความเชิงภาพพจน์ ( Sound symbolism) ทั้งในแง่ของจำนวนและความเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม เช่น ละอ่อน (เด็ก ) เป็น ละเอ็กละอ่อน หรือ ละอ่อนต่อนแต่น อู้กันเสียงอ็อกแอ็ก (คุยกันจุ๋งจิ๋ง ) เป็น อู้กันอ็อก ๆ แอ็ก ๆ (กาว) ติดเหนิบหนาบ เป็น ติดเหนิบติดหนาบ หรือ ติดเหน้อติดเหนิบ

10. คำซ้อน
        ในการซ้อนคำของชาวล้านนานั้น เป็นการนำเอาคำที่มีความหมายเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันหรือที่มีความหมายต่อเนื่องกันมารวมเป็นกลุ่มคำเพื่อแสดถึงความ เปลี่ยนแปลงในแง่ของความเคลื่อนไหวหรือจำนวนนับที่เพิ่มขึ้น เช่น เสื่อสาดอาสนะ, หม้อไหไตรพาก (อ่าน " ถะไหล " ( หม้อ ไห จานแบน ทัพพี ) เข้าไท่เข้าถง ( ข้าวบรรจุไถ้ ข้าวบรรจุถุงหรือย่าม , เข้ากระเป๋า) ทุเจ้าพระนาย (พระสงฆ์และสามเณร) เข้าน้ำกำกิน ( อาหารการกิน ) เป็นต้น

11. คำสร้อย
        ในการซ้อนคำของชาวล้านนานั้น เป็นการนำเอาคำที่มีความหมายเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันหรือที่มีความหมายต่อเนื่องกันมารวมเป็นกลุ่มคำเพื่อแสดถึงความ เปลี่ยนแปลงในแง่ของความเคลื่อนไหวหรือจำนวนนับที่เพิ่มขึ้น เช่น เสื่อสาดอาสนะ, หม้อไหไตรพาก (อ่าน " ถะไหล " ( หม้อ ไห จานแบน ทัพพี ) เข้าไท่เข้าถง ( ข้าวบรรจุไถ้ ข้าวบรรจุถุงหรือย่าม , เข้ากระเป๋า) ทุเจ้าพระนาย (พระสงฆ์และสามเณร) เข้าน้ำกำกิน ( อาหารการกิน ) เป็นต้น

12. การยืมคำจากภาษาอื่น
        ภาษาที่ใช้อยู่ในหมู่ชนชาวล้านนานั้น นอกจากที่เป็นศัพท์ของ ชาวไทท้องถิ่น โดยทั่วไปแล้ว ก็ยังมีคำอีกพวกหนึ่งที่มาจากฐานวัฒนธรรมอื่นแต่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน ของชาวล้านนาอีกด้วย คำดังกล่าวนั้นมีทั้งที่มีการปรับปรุง ให้เข้ากับการออกเสียง ของชาวล้านนา หรือปรับการออกเสียงของชาวล้านนาให้สอดคล้องกับคำที่ยืมมานั้น คำทียืมมาใช่ในภาษาล้านนานั้นอาจกล่าวได้ว่ามาตามยุคสมัยที่ชาวล้านนาไปเกี่ยวข้อง กับวัฒนธรรมนั้น ๆ เช่น จากการที่ศาสนาพุทธมีอิทธิพลต่อวิถีของชาวล้านนา มากจึง ปรากฏศัพท์ภาษาบาลีอยู่มากเช่น กฐิน, โพธิสัตย์, อริยมัคค์, สังฆะ,ยักษ์, พระยาอินทร์ เป็นต้นที่มาจากภาษาพม่า เช่น พอย (อ่าน "ปอย" ) มาจากภาษาพม่าว่า ปะแว แปลว่า งาน หรืองานฉลอง กะบอง (ชิ้นฟักเป็นต้นชุบแป้งทอด) มาจากภาษาพม่า เปาง์จ่อ ในระยะหลังนี้ได้รับอิทธิพลจากภาษไทยมาตรฐาน ทั้งจากสื่อมวลชนและ จากการศึกษาในระดับต่าง ๆ ที่ต้องใช้ภาษาไทยมาตรฐานเป็นสื่อนั้น ทำให้มี ผู้ใช้ภาษาไทย ดังกล่าวไปใช้มากขึ้นทั้งในแง่การออกเสียงและด้านความหมายจนชาวล้านนาปัจจุบัน สามารถเข้าใจภาษาไทยที่ใช้เป็นมาตรฐานของคนไทยทั้งชาติได้เป็นอย่างดี


(--กลับสู่ด้านบน--)