คันจิ ความหมาย และ ที่มา 漢字
ข่าวดี! ขณะนี้ปรับปรุงที่มาและความหมายอักษรคันจิ จนถึง อักษรที่ 281 จากทั้งหมด 1,945 อักษร คิดเป็น 14.44% คลิ๊กดูได้ที่นี่
ความในใจของเว็บมาสเตอร์
ขณะนี้มีผู้สอบถาม ทางอีเมล์มากันหลายท่าน ว่าเมื่อไรจะทำการปรับปรุงตัวอักษรคันจิให้ครบสมบูรณ์ซะที ขอเรียนว่าเนื่องจากเว็บมาสเตอร์มีเวลาในการพัฒนาเว็บนี้ค่อนข้างน้อย คือต้องใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำเท่านั้น จึงต้องขอให้อดทนรอคอยหน่อย อย่างไรก็ตามเว็บมาสเตอร์มีความมุ่งมั่น ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำเว็บนี้ในเสร็จสมบูรณ์ สัญญาว่าเราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นตลอดไป
(ข่าวดีสำหรับผู้สนใจใฝ่ธรรมะทุกท่าน เว็บใหม่จัดทำโดย ผู้พัฒนาคนเดียวกันกับ เว็บคันจิไทย ชื่อ "พุทธธรรม" โดย พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตโต www.geocities.com/dharma_buddha คลิ๊กได้เลยจ้า)
วัตถุประสงค์หลักของเว็บไซท์ นี้ก็ เพื่อ ช่วยเหลือนักเรียนไทย ที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่น ให้เอาชนะอุปสรรคสำคัญในการเรียนภาษาญี่ปุ่น อุปสรรคที่ว่านั้นก็ คือ ตัวอักษร "คันจิ"
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าต้องการเก่งภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะการอ่าน เขียน ต้องรู้มีความรู้ตัวคันจิ เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือ มีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ใช้เวลาหลาย ๆปี ก็ยังจดจำคันจิ ได้ไม่ถึง สองร้อยตัว จากคันจิที่ต้องรู้ 1,945 ตัว บางคนถึงกับท้อแท้ สิ้นหวัง ยอมแพ้ไปเลยก็มี
สำหรับคนไทยแล้ว การจดจำตัวอักษร ในภาษาอื่นเช่น ภาษาอังกฤษ 26 ตัว กลายเป็นของเด็กเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับ การต้องจดจำ คันจิ เกือบสองพันตัว แต่ควรรู้ไว้ว่า ไม่มีปาฎิหารย์ใดๆ ในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ท่านต้อง ใช้ความอดทน ฝีกฝน ไม่ย่อท้อ เท่านั้น เพราะอักษรคันจิ นั้น แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังยอมรับว่ายาก
จริง ๆแล้ว ปัญหาดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจาก ความสลับซับซ้อนของระบบการเขียนตัวคันจิ ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเกิดจาก วิธีการเรียนที่ไม่ถูกต้อง คือโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียน คันจิ หลับหูหลับตา ท่องจำอย่างเดียว ลองคิดดูว่า ตัวคันจิตัวหนึ่ง อาจมีสิบ ยี่สิบกว่าขีด อาศัยการท่องจำอย่างเดียว โดยไม่รู้ที่มา ไม่รู้รากศัพท์ ย่อมก่อความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และล้มเหลวในที่สุด
การเรียนตัวคันจิ ในช่วงเริ่มแรก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ทำความเข้าใจเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของระบบการเขียน ระบบนี้เสียก่อน นั่นก็คือ ระบบนี้เกิดจากการวาดภาพของคนโบราณ เรียกว่า อักษรภาพ ซึ่งเป็นระบบการเขียนที่ต้องอาศัย รูปร่างของตัวหนังสือ มาแสดงความหมาย นี่คือการชี้แจงให้ผู้เรียน มองเห็นภาพรวมก่อน จะได้จับจุดและเดินถูกทาง หลังจากนั้น ควรค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นจากตัวหนังสือเดี่ยว หรือส่วนประกอบที่ใช้บ่อย เพราะว่าส่วนใหญ่สามารถหาอักษรภาพโบราณมาอธิบายได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน เกิดความรู้สึกสนใจและสนุก จีงเรียนรู้และท่องจำตัวหนังสือได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตัวคันจิที่ดูสลับซับซ้อนก็จะไม่น่าปวดหัว หรือน่าสพรึงกลัวสำหรับผู้เรียนอีกต่อไป
การเรียนรู้บนพื้นฐานแห่งความเข้าใจนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ ตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีความสุขในการเรียนรู้ด้วย ที่สำคัญ ตัวหนังสือเดี่ยวกับส่วนประกอบที่ใช้บ่อยมีจำนวนค่อนข้างจำกัด มีอยู่ไม่มากนัก แต่ถูกนำไปใช้ในตัวหนังสือผสมอย่างกว้างขวาง จึงเป็นพื้นฐานและด่านแรกในการเรียนตัวคันจิ
เว็บไซท์ "คันจิ ความหมายและที่มา" ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เกิดจากแนวความคิดดังกล่าว มีผู้เรียนจำนวนมากเคยใช้ได้ผลมาแล้วเป็นอย่างดี และดูเหมือนเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธี ที่สามารถช่วยให้ เรียนรู้ระบบการเขียนของอักษรคันจิ ได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เว็บไซท์นี้ ได้รวบรวม รากศัพท์ของอักษรคันจิ (หรือ ที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "บุชุ") จำนวน 218 ตัว รวมกับ อักษรคันจิ พร้อมกับที่มาและความหมาย จำนวน 1,945 ตัว โดยแสดงในรูปแบบตาราง ซึ่งเป็นรูปแบบที่คิดค้นขึ้นมา เพื่อช่วยให้เรื่อง ยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่าย จึงเหมาะกับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น ทุกระดับ โดยมีข้อแนะนำในการเรียนดังนี้
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ท่านไม่ต้องอ่านเว็บไซท์นี้รวดเดียวจบ ขอแนะนำให้ใช้ เว็บไซท์นี้ คู่กันไปกับตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ท่านใช้อยู่ หลังจากที่ท่านได้เรียนตัวอักษรใหม่แล้ว ให้หาตัวอักษรดังกล่าว หรือส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง ในเว็บไซท์นี้ จะได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และยังช่วยขยายผลได้อีกด้วย ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง ท่านก็จะเริ่มคุ้นเคย กับตัวอักษรคันจิตามวิธีธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นดีพอสมควร สามารถอ่านเว็บไซท์นี้รวดเดียวจบได้ เชื่อว่าจะช่วยให้ท่านเข้าใจตัวอักษรคันจิดีขึ้น ในอีกระดับหนึ่ง จนกลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่รู้จริง สำหรับระบบการเขียนของอักษรคันจิ
สำหรับครูบาอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น เมื่ออ่านเว็บไซท์นี้ จบแล้ว ท่านสามารถเข้าใจตัวอักษรคันจิอย่างเป็นระบบ เสร็จแล้วนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ ในงานสอนภาษาญี่ปุ่นของท่าน รับรองว่า จะได้เห็นผลที่ต่างกัน ราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับวิธีให้นักเรียนท่องจำเส้นขีดของตัวอักษร อย่างเดียว ท่านจะได้ไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัวเนื่องจากลูกศิษย์มีอาการเบื่อ อักษรคันจิถึงขั้นรุนแรง ขอเรียนว่า การบอกอักษรภาพให้นักเรียนรับรู้นั้น เป็นยาวิเศษขนานแท้ สำหรับนักเรียน ที่เพิ่งเริ่มเรียน ภาษาญี่ปุ่นเลยที่เดียว
สิ่งที่เว็บไซท์นี้ช่วยได้ คือลดความยากในการเรียนอักษรคันจิ ลงมา ก็คือ การทะลายกำแพงของความ ไม่คุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มคุ้นเคย จำได้ว่า อักษรนั้นๆ มีที่มาอย่างไร เราก็จะรู้สึก ว่าง่ายขึ้นในการจดจำ และเมื่อเราจดจำได้ตัวหนึ่งแล้ว ก็จะสามารถสร้าง ความเชื่อมโยง ไปยังอักษรตัวอื่นๆ ที่ตามมา วิธีนี้ก็จะช่วยให้การเรียนภาษาญี่ปุ่นสนุกยิ่งขึ้น
ขออวยพรให้ทุกท่าน จงมีความสุขในการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่น และขอให้บรรลุผลดั่งที่ตั้งใจไว้
คุณประโยชน์ หรือความดีของเว็บไซท์ นี้ถ้าพอมีอยู่บ้าง ขออุทิศ ให้ครูสอนภาษาญี่ปุ่น ของข้าพเจ้าทุก ๆ ท่าน ณ ศูนย์การเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัย เคโอ วิทยาเขต มิตะ International Center Keio University ,Mita campus Tokyo , Japan 国際センター、慶応義塾大学、三田、東京。และท่านอาจารย์ ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก ณ ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย เคโอ วิทยาเขต มิตะ Economic Observatory Center, Keio University, Mita campus, Tokyo, Japan, 産業研究所、慶応義塾大学、三田、東京。
จากอักษรรูปภาพอย่างง่าย มีการพัฒนานำเอกอักษรภาพอย่างง่าย หลายตัวมาประกอบกันขึ้นเป็นอักษรใหม่ เรียกว่า อักษรสัญญลักษณ์ (Symbolic Character 指示文字 ชิจิโมจิ) หรือ อักษรแสดงความหมาย (Ideographs 会意文字 ไคอิโมจิ )
อักษรคันจิได้ถูกนำมาใช้ใน ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ประมาณ คริสตศตวรรษที่ 3 หรือประมาณ สมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน นั่นเป็นเหตุให้อักษรคันจิมีความหมายว่า "อักษรของชาวฮั่น" (ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว อักษรคันจิถูกประดิษฐ์ขึ้นก่อนยุคราชวงศ์ฮั่นก็ตาม) ในยุคนั้น ญี่ปุ่นยังไม่ปรากฎภาษาเขียน มีแต่เพียงภาษาพูดเท่านั้น การนำอักษรคันจิมาใช้จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาภาษาเขียนขึ้นได้ นอกจากนั้นยังทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีความหลากหลายมากขึ้น เปรียบเทียบได้กับที่ ภาษาอังกฤษยืมภาษาลาตินมาใช้ หรือ ภาษาไทย ยืมภาษาสันกฤตมาใช้นั่นเอง
เมื่อปี 1972 สมาคมมาตรฐานอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (Japan Industrial Standard) ได้ประมวลอักษรคันจิที่ควรรู้ไว้กว่า 6,000 ตัว ซึ่งถือเป็นความรู้ระดับสูง ส่วนคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆนั้น นับได้ประมาณ 3,000 ตัว
ในปี 1982 กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น ได้ กำหนด ชุดของอักษรคันจิที่เรียกว่า อักษรคันจิที่ใช้ประจำ (Permanent Use Kanji 常用漢字 "โจโยคันจิ") ไว้มีจำนวน 1,954 ตัว โดยแบ่งเป็น คันจิในระดับประถม 996 ตัว ตาม ความยากง่ายดังนี้ ประถม1=76 ตัว ประถม2=145 ตัวประถม 3=195 ตัว ประถม4=195 ตัว ประถม5=195 ตัว และ ประถม6=190 ตัว ส่วนที่เหลืออีก 949 ตัว เป็นระดับมัธยม
เราจะพบ "โจโยคันจิ" 1,954 ตัว นี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากเป็นอักษรคันจิที่ใช้บ่อย กล่าวกันว่า หากรู้จักมากถึง 1,000 ตัวแรก ก็จะครอบคลุมคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ได้ถึง 90% ทีเดียว
เมื่อเริ่มแรกที่มีการผลิตพจนานุกรม ภาษาจีนขึ้นเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 2 อักษรคันจิแบ่งออกได้เป็น 6 แบบ คือ
1. อักษรรูปภาพ (Pictograph 象形文字 โชเคโมจิ) เป็นอักษรที่แสดง สถาพทางกายภาพของวัตถุอย่าง ง่ายๆ เช่น อักษร ต้นไม้ 木
,แม่น้ำ 川 ,ภูเขา 山 , ปาก 口
2. อักษรแสดงสัญญลักษณ์ (Symbolic 指示文字 ชิจิโมจิ) เป็นอักษรที่ใช้แทนการบรรยาย สภาพสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างง่าย เช่น อักษร
ขี้น 上 , ลง 下 ,การหมุน 回
3. อักษรความหมาย (Ideographs 会意文字 ไคอิโมจิ )เป็นอักษรที่ใช้ในการแทนความหมาย มักเกิดขึ้นจากการนำเอาอักษรภาพสองตัวขึ้นไปมาผสมกัน แล้วเกิดเป็นอักษรใหม่ เช่น
ต้นไม้ 木+ต้นไม้木 =林 ป่าโปร่ง
ดวงอาทิตย์日+ ดวงจันทร์月 = 明 สว่าง
คน イ+ ต้นไม้木 = 休 การพักผ่อน
ภูเขา山 + ขึ้น上 +ลง下 =峠 ช่องเขา
4.อักษรกึ่งพ้องเสียง-กึ่งความหมาย (Phonetic-Ideograph or Semasio-Phonetic 形声文字 เคเซโมจิ) เป็นอักษรที่ประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่สื่อความหมาย ส่วนหนึ่ง และ ส่วนที่แสดงเสียง อีกส่วนหนึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นอักษรใหม่ เป็นอักษรประเภทที่มีจำนวนมากที่สุด กว่า 85% ของอักษรคันจิ จัดเป็นอักษรประเภทนี้ ซึ่งยุ่งยาก น่าปวดหัวมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น
อักษร การริน 注 (อ่านว่า "จู") เกิดจากการผสม ระหว่าง ส่วนที่สื่อความหมาย น้ำหรือของเหลว 氵 กับ ส่วนที่พ้องเสียง 主 (อ่านว่า "จู" เหมือนกัน)
จะเห็นได้ว่า ส่วนแรกคือน้ำ 氵 ใช้สื่อความหมาย ของสิ่งที่เป็นของเหลว เพราะคำว่าริน เราใช้กับของเหลวเท่านั้น ส่วนที่สอง คือ 主 "จู" เป็นส่วนที่ใช้แทนเสียง
อักษร ยุง 蚊 (อ่านว่า "บุง") เกิดจากการผสมระหว่าง ส่วนที่สื่อความหมาย แมลง 虫 กับ ส่วนที่พ้องเสียง 文 (อ่านว่า "บุง" เหมือนกัน)
จะเห็นได้ว่า ส่วนแรกคือแมลง 虫 ใช้สื่อความหมาย ของคำว่ายุง เพราะว่ายุงจัดเป็นแมลงประเภทหนึ่ง ส่วนที่สอง คือ 文 "บุง" เป็นส่วนที่ใช้แทนเสียง
5.อักษรที่ยืมความหมายมาใช้ (Characters of borrowed meaning and pronunciation 転注文字 เทนจูโมจิ) เป็นอักษรที่ความหมาย หรือการออกเสียง ถูกยืมมาใช้ เช่น อักษร การถือครอง 占 ในความหมายเดิมหมายถึงการทำนายทายทัก
6.อักษรยืมเสียง (Phonetically borrowed characters 仮借文字 คะชาคึโมจิ) เป็นอักษร ที่เสียงถูกยืมมาใช้เพื่อประกอบเป็นความหมายใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความหมายดั้งเดิมแต่อย่างใด เช่น อเมริกา 亜米利加 ( อะ เมะ ริ คะ A-me-ri-ka)
ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า คำว่า "คันจิ" แปลว่า "อักษรของชาวฮั่น (ซึ่งก็คือชาวจีนนั่นเอง)" เป็นตัวอักษรที่ญี่ปุ่นยืมมาจากจีน ที่ว่ายืมนั้น เป็นการยืมมาทั้ง 1 รูปแบบตัวอักษร, 2 ความหมาย และ 3 เสียงอ่าน
อักษรคันจิหลาย ๆตัวมี "เสียงอ่านแบบจีน (On-yomi 音読み)" มากกว่า 1 เสียง คือเขียนเหมือนกันแต่อ่านได้ 2 หรือ 3 อย่าง ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงอ่านแต่ละเสียง เข้ามาในญี่ปุ่นต่างยุคสมัย ต่างวิธีการ และมาจากต่างภูมิภาคของจีน นอกจากนี้ บางคำยังแตกความหมายออกไป ทำให้เกิดเสียงใหม่ด้วย
ญี่ปุ่นมีการออกเสียงดั้งเดิมของตนเองอยู่ก่อนแล้ว... ก่อนที่จะยืมเสียงอ่านของจีนมาดัดแปลงใช้ ซึ่งเสียงดั้งเดิมนั้นทิ้งไปก็ไม่ได้ เสียงใหม่ก็รับเข้ามา จึงเกิดมีความซับซ้อนขึ้นมา เสียงอ่านแบบดั้งเดิมนั้นในทางภาษาศาสตร์ เรียกว่า "เสียงอ่านแบบญี่ปุ่น (Kun yomi 訓読み) ซึ่งพจนานุกรมจะแสดงด้วยอักษรฮิราคานะ
จาการสำรวจพบว่า ส่วนที่พ้องเสียงของ อักษรคันจิ ประเภท ที่ 4 คือ อักษรกึ่งพ้องเสียง-กึ่งความหมาย (Phonetic-Ideograph or Semasio-Phonetic 形声文字 เคเซโมจิ) นั้น แบ่งได้ 3 ประเภทคือ
a) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกัน และมีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ เหมือนกัน เช่น
時、持、寺 อ่านว่า "จิ" เหมือนกันหมด อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 58%
b) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกัน แต่มีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ คล้ายกัน เช่น
อักษร 古 อ่านว่า "โคะ" ส่วนอักษร 苦 อ่านว่า "คึ" อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 33%
c) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกับ จะมีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ ต่างกัน เช่น
อักษร 十 อ่านว่า "จู" แต่ อักษร 針 อ่านว่า "ชิน" อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 9%
ถึงแม้ว่าอักษรคันจิ จะมีบางประเภท ที่เข้าใจง่าย เช่น อักษรรูปภาพ หรือ อักษรสัญญลักษณ์ ดังได้กล่าวข้างต้น แต่อักษร เหล่านี้จัดเป็นพวกชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง หนึ่งร้อยตัว ดังนั้น ถ้ามีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น มาบอกท่านว่า อักษรคันจินั้นง่ายมาก ๆ ก็ขอให้รู้ไว้ว่า จริงเป็นบางส่วนเท่านั้น
(อักษรที่ว่าง่ายนั้นจริงๆแล้ว คืออักษร คันจิ ประถมหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เพียง 76 ตัวเท่านั้น)
อักษรคันจิที่เหลือ กว่า 95% จะประกอบด้วยสองส่วนขึ้นไป หนึ่งในสองส่วนนี้ มีส่วนที่เป็นองค์ประกอบหลัก หรือ รากของคันจิ เรียกว่า "บุชุ ー部首 bushu"
"บุชุ" หมายถึงส่วนของคันจิ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายคร่าว ๆของอักษรนั้น ๆ ซึ่งอาจปรากฎอยู่ ข้างซ้าย ข้างขวา บนหรือ ล่าง ของตัวอักษรก็ได้ทั้งสิ้น อักษรคันจิบางตัว เป็น "ราก" หรือ "บุชุ" ด้วยตัวของมันเอง มีการแบ่งกลุ่ม "บุชุ" ของคันจิ มากว่า 3 ศตวรรษแล้ว
การวางตำแหน่งของ "บุชุ" โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 10 แบบ คือ
1.ทางซ้าย (เรียกว่า เฮน หรือ เบน)
เช่น ตัว イ อยู่ทางซ้ายของ 伊、位、依
2. ทางขวา (เรียกว่า ทสึคุริ หรือ ทซึคุริ)
เช่น ตัว リ อยู่ทางขวาของ 利、 莉、 割
3. ข้างบน (เรียกว่า คัมมุริ)
เช่น ตัว 宀 อยู่บน 家、寡、字
5. แขวนอยู่ทางซ้าย (เรียกว่า ทาเระ หรือ ดาเระ)
เช่นตัว 广 แขวนอยู่ทางซ้ายของ 店、庄、床
6.ครอบคว่ำ (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)
เช่น ตัว 冂 ครอบอยู่บนตัว 円、同、
7.สอดอยู่ทางซ้าย (เรียกว่า เงียว)
เช่น ตัว 之 สอดอยู่ทางซ้ายของ 進、遠、
8.ครอบทางซ้าย (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)
เช่นตัว 匚 ครอบทางซ้ายของ 区、医
9.ประกบสองข้าง (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)
เช่นตัว 行 ประกบสองข้าง ของ 術、衛
10.ล้อมรอบ (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)
เช่นตัว 口 ล้อมรอบ 回、因
ดังได้กล่าวแล้วว่า องค์ประกอบที่สำคัญของอักษรคันจิ หรือ รากของคันจิ คือ "บุชุ" ซึ่งแบ่งออกได้ เป็น 218 ประเภท แต่ละประเภท เรียงลำดับตาม จำนวนเส้นที่ประกอบเป็น "บุชุ" มีตั้งแต่ 1 ขีด ไปจนถึง 14 ขีด ดังนั้น การที่เรารู้ความหมายของ "บุชุ" ก็จะทำให้เรา เรียนรู้ และ จดจำ ความหมาย ของ อักษรคันจิ ได้ง่ายขึ้น เนื่องจาก "บุชุ" หมายถึงส่วนของคันจิ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายคร่าว ๆของอักษรนั้น ๆ ดังนั้นการที่เรารู้ความหมายของ "บุชุ" ก็เท่ากับว่า เรารู้ความหมายของ อักษรคันจินั้น ๆ ได้โดยคร่าว ๆแล้ว
วิธีอ่านตาราง "บุชุ" ในที่นี้ ตางรางแต่ละช่อง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.อักษรสีฟ้าคือ ตัว "บุชุ" ถัดไปเป็น 2.คำอ่านภาษาญี่ปุ่นแสดงด้วยอักษรฮิราคานะ และท้ายสุดคือ 3.ความหมาย แปลเป็นภาษาไทย
| 1 ขีด | ||||
| 、てんจุด | 一いちหนึ่ง | l たてぼうขีดตั้งตรง | 乙おつตะขอ | |
| 2 ขีด | ||||
| 二にสอง | 亠なべぶたฝาปิด | 人ひとคน | イにんべんคน | ルひとあしเด็ก |
| 入いるเข้า | 八はちแปด | 冂どうかまえครอบ | 冖わかんむりหมวก | 冫にすいน้ำแข็ง |
| 几つくえเก้าอี้ | 凵うけばこกล่อง | 刀かたなมีด | リりっとうมีด | 力ちからกำลัง |
| 勹つつみがまえกระเป๋า | 匚はこがまえ กล่อง | 匸かくしがまえ ซ่อน | 十じゅう สิบ | 卜うらないทำนาย |
| 卩わりふแผนก | 厂かんだれโรงงาน | ムむ รวบ | 又また มือขวา | |
| 3 ขีด | ||||
| 口くち ปาก | 囗くにがまえเวียนล้อม | 土つちへん ดิน | 士さむらい นักรบ | 夊ふゆがしら ขาไขว้ |
| 夕ゆうべค่ำ | 大だいใหญ่ | 女おんなผู้หญิง | 子こへんเด็ก | 宀うかんむりหลังคา |
| 寸すんนิ้ว | 小しょうเล็ก | 尢おうใหญ่ | 尸しかばねซาก | 屮てつรากหญ้า |
| 山やまภูเขา | 川かわแม่น้ำ | 巛かわลำธาร | 工かくみへんงาน | 己おのれตนเอง |
| 巾はばへんผ้า | 干かんโล่ห์ | 幺ようเล็ก | 广まだれกว้าง | 廴えんにょうไกล |
| 廾こまぬきมือ | 弋よくเสา | 弓ゆみคันธนู | 彡さんづくりประดับ | 彳ぎょうにんべんคนคู่ |
| 廴しんにょうนั่งเรือ | ++くさかんむりหญ้า | 阝おおさとหมู่บ้าน | 氵さんすいน้ำ | 扌てへんมือ |
| 忄りっしんべんห้วใจ | ||||
| 4 ขีด | ||||
| 心こころหัวใจ | 戈ほこหอก | 戸とかんむりบานประตู | 手てมือ | 扌てへんมือ |
| 支しにょうตี | 攵ほくづくりกระทำ | 文ぶんにょうหนังสือ | 斗とますถังข้าว | 斤おのづくりขวาน |
| 方かたへんจตุรัส | 日ひへんตะวัน | 曰いわくกระทำ | 月つきへんพระจันทร์ | 木きへんต้นไม้ |
| 欠かけるค้าง | 止とめへんหยุด | 歹いちたへんเลว | 殳るまたอาวุธ | 母ははのへんแม่ |
| 比くらべるเปรียบเทียบ | 毛けขน | 氏うじตระกูล | 气きがまえอากาศ | 水みずน้ำ |
| 火ひへんไฟ | 灬れっかไฟ | 爫つめเล็บ | 父ちちพ่อ | 片かたแผ่น |
| 牛うしวัว | 牜うしへんวัว | 犬いぬสุนัข | 示しめすแท่น | ネしますへんแท่น |
| 王おうจ้าว | 爪つめกรงเล็บ | |||
| 5 ขีด | ||||
| 玄げんด้าย | 玉たまหยก | 瓦かわらกระเบื้อง | 甘あまいหวาน | 生うまれるเกิด |
| 用もちいるใช้ | 田たทุ่งนา | 疋ひきขา | 疒やまいだれป่วย | 癶はつかしらสองขา |
| 白しろขาว | 皮けがわหนัง | 皿さらอ่าง | 目めดวงตา | 矛ほこへんหอก |
| 矢やへんลูกศร | 石いしへんหิน | 示しめすแท่น | 禾のきへんธัญญาหาร | 穴あなかんむりถ้ำ |
| 立たつยืน | 罒あみめตาข่าย | 旡むにょうเขี้ยว | 衤ころもへんผ้า | 瓜うりแตง |
| 疋ひきあしพับผ้า | ||||
| 6 ขีด | ||||
| 竹たけไผ่ |