ค่าเงินหยวน : มุมมองที่แตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐ

บทวิจัย   โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ผู้จัดการออนไลน์   วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546

การประชุม APEC CEO Summit 19 ต.ค.ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ของสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวยืนยันว่า จีนจะยังคงไม่ปรับเปลี่ยน ระบบค่าเงินหยวน เพราะเห็นว่าค่าเงินหยวนที่มีเสถียรภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภูมิภาค และเศรษฐกิจโลก

คำกล่าวดังกล่าว เป็นการแสดงท่าทีชัดเจนอีกครั้งของจีนเรื่องค่าเงินหยวน ตั้งแต่การประชุม G-7 ก.ย. ที่เรียกร้องประเทศต่างๆ ปล่อยค่าเงินของตนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น รวมทั้งยังขานรับคำกล่าวผู้ว่าการธนาคารกลางจีน

ที่วันเดียวกัน ตีพิมพ์บทคำให้สัมภาษณ์ว่า นักเก็งกำไรที่นำเงินเข้าจีน จะประสบการขาดทุนแน่นอน โดยธนาคารกลางจีนมีความสามารถจะจัดการสภาพคล่องที่ไหลเข้ามาก จากการเก็งกำไรดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สุนทรพจน์ดังกล่าวของประธานาธิบดีจีน ไม่ปิดหนทางการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนของจีนเสียทีเดียว เนื่องจากยังคงกล่าวถึงการที่จีนจะปรับปรุงกลไกอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่ปฏิรูประบบการเงินในประเทศ

รวมทั้งจีนยังคงมีท่าทีประนีประนอมกับสหรัฐ โดยระบุการจะตั้งทีมศึกษาร่วม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค ที่จีนคิดว่า ทำให้ยังคงไม่สามารถใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวได้ขณะนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ประเด็นค่าเงินหยวนดังกล่าวของจีน ดังนี้ :-

 มุมมองของจีน จีนเห็นว่าเงินหยวนไม่ได้อ่อนค่าเกินไปมาก อย่างที่วิเคราะห์กัน

หากพิจารณาอัตราขยายตัวการส่งออกและนำเข้า ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา การนำเข้าขยายตัวสูงการส่งออกส่วนใหญ่ ปีนี้ คาดว่า การนำเข้าจะขยาย 33% ขณะที่ส่งออกขยายตัว 28%

การนำเข้าที่ขยายตัวสูงกว่าส่งออก หมายความว่าการเกินดุลการค้าของจีน แนวโน้มจะลดลง ถึงจุดหนึ่ง อาจขาดดุล ซึ่งทำให้จีนมองว่า เงินหยวนไม่น่าต้องแข็งค่าขึ้นอย่างที่ตลาดคาด ทางการจีนยังมองว่า จีนไม่ใช่ประเทศเดียว ที่ได้รับประโยชน์จากการผูกค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากบริษัทต่างชาติต่างๆ ที่ลงทุนในจีน ล้วนได้รับประโยชน์มากมาย จากการส่งออกของจีนทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน การขยายตัวเศรษฐกิจจีน ยังเป็นประโยชน์ต่อการค้าภูมิภาค ซึ่งจีนมองว่า ความมีเสถียรภาพและมั่นคงเศรษฐกิจจีน จำเป็นต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงเศรษฐกิจภูมิภาค ตลอดจนเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

 แม้จีนพยายามอธิบายจุดยืนของตน โดยท่าทีชัดเจนทางการจีน น่าจะทำให้การเก็ง

กำไรในภูมิภาคชะลอตัว แต่ยังคงไม่ปรากฏชัดว่า ค่าเงินภูมิภาคตอบสนองท่าทีดังกล่าวของจีน โดยช่วงแรกการซื้อขายเช้าวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. ดอลลาร์ยังคงอ่อนตัว เมื่อเทียบค่าเงินภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ค่าเงินภูมิภาค จะยังคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ปรับตัวขึ้น ตราบใดที่สหรัฐยังคงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก และทางการสหรัฐยังคงเรียกร้องประเทศต่างๆ ปล่อยค่าเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น

มุมมองสหรัฐ นอกจากปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ ที่คาดว่าจะสูง

กว่า 5% ของ GDP สหรัฐยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการว่างงาน ที่ยังคงไม่ลดลงมากอย่างที่หวัง

ขณะที่เครื่องมืออื่นๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ ถูกใช้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขาดดุลงบประมาณรัฐบาล ที่คาดว่าปีนี้ สัดส่วนขาดดุลภาครัฐจะสูงถึงกว่า 4% ของ GDP และการปรับลดดอกเบี้ย ที่คาดว่าดอกเบี้ย Fed คงจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว

จึงเหลือแต่นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน การดำเนินการเรื่องดังกล่าว สอดคล้องกระแสกดดันด้านการเมืองในประเทศของสหรัฐ โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นอีกประมาณ 1 ปีถัดจากนี้

 แม้จีนและสหรัฐจะมีมุมมองแตกต่างกันเรื่องค่าเงิน แต่คาดว่า การ

ประนีประนอม อาจยังคงเกิดขึ้นได้ เพื่อไม่ให้ประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว บานปลายจนเป็นความขัดแย้ง หรือส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภูมิภาค

เช่น นอกจากจีนจะมีท่าทีผ่อนปรน โดยจะตั้งคณะศึกษาร่วม อุปสรรคลอยตัวค่าเงินหยวน คาดว่าจีนอาจดำเนินการ เพื่อลดแรงกดดันที่นานาประเทศมี ต่อความได้เปรียบการค้าของจีน โดยอาจต้องปรับลดการจ่ายคืนภาษีสำหรับการส่งออก (tax rebate) หรือปรับลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้านำเข้า

รวมทั้งอาจต้องเร่งปฏิรูปภาคการเงินของตน โดยเฉพาะควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน และฐานะความมั่นคงสถาบันการเงินในระบบ สัปดาห์ก่อนหน้า จีนเพิ่งปรับลดการจ่ายคืนภาษีการส่งออกประมาณ 3% จากอัตราจ่ายคืนภาษีที่ประมาณกันที่ 17%-18%

 ส่วนฝ่ายสหรัฐ อาจประนีประนอมได้ หากยอมลดการวิพากษ์วิจารณ์จีนและ

ญี่ปุ่น เรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจและแรงกดดันการเมืองในประเทศของสหรัฐ อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐประสบภาวะค่อนข้างลำบากใจ

เพราะความเป็นจริง หนทางที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐแก้ไขปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ คือชะลอการใช้จ่ายผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งจะทำให้การขาดดุลการค้าสหรัฐลดลงตาม แต่ขณะเดียวกัน อาจหมายถึงการชะลอตัวเศรษฐกิจ และว่างงาน ที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐไม่สามารถยอมรับได้ จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า สหรัฐอาจต้องเจรจาเพิ่มเติมทางการจีน เพื่อให้มีข้อสรุปเป็นที่ยอมรับได้ของทั้ง 2 ฝ่าย

 อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เจรจาต่อรองระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย คาดว่าค่าเงินต่างๆ ใน

ภูมิภาค อาจยังคงถูกกดดันให้ปรับค่าขึ้นต่ออีก ขณะเดียวกัน การไหลเข้าเงินทุนต่างประเทศสู่จีน จะยังคงส่งผลต่อการขยายตัวปริมาณเงินในจีน

นั่นคือ การที่ตลาดยังคงคาดว่า ไม่ช้าก็เร็ว ค่าเงินหยวน ต้องแข็งค่าขึ้น ทำให้ยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าจีนต่อเนื่อง ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น จะถูกเปลี่ยนเป็นการเพิ่มปริมาณเงินหยวนในระบบการเงินจีน ตามกลไกสร้างเงินตรา

หากไม่มีการดูดซับสภาพคล่องที่สูงขึ้นดังกล่าวโดยทางการจีน ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ย่อมต้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีน ส่งผลต่อการขยายตัวกิจกรรมเศรษฐกิจ การใช้จ่าย และอัตราเงินเฟ้อ ตามลำดับ

ภายใต้ระบบที่ไม่มีการแทรกแซงดังกล่าว ภาวะดุลยภาพจะเกิดได้ เมื่อการใช้จ่ายในประเทศและเงินเฟ้อของจีน ต้องสูงขึ้น จนกระทั่งทำให้ฐานะเกินดุลการค้าลดลงกลับสู่ปกติ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าว อาจส่งผลเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ ตามด้วยการชะลอตัวรุนแรง เมื่อทางการจีนต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดความร้อนแรงเศรษฐกิจ

 ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนยังคงสามารถจัดการเงินทุนเก็งกำไรที่ไหลเข้าจีนได้ เห็นได้จาก การที่อัตราขยายตัวปริมาณเงิน ความหมายกว้าง (M2) ของจีน เพียง 20% เมื่อเทียบการเพิ่มทุนสำรองถึงกว่า 40%

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การเพิ่มปริมาณเงินของจีน ยังคงเพิ่มอัตราเร่ง เมื่อเทียบการขยายตัว 16.9% และ 14.7% ช่วงปลายปี และกลางปี 2545 ซึ่งหมายความว่า จีนยังคงเผชิญความเสี่ยง จากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่

สรุป แม้การยืนยันหนักแน่นของทางการจีน ว่าจะไม่ปรับเปลี่ยนระบบค่าเงินที่ผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐขณะนี้ น่าจะทำให้ตลาดเงินและนักเก็งกำไร ชะลอการเก็งกำไรค่าเงินภูมิภาค แต่ทางปฏิบัติ คำยืนยันดังกล่าว จากทางการจีน ยังคงมีผลไม่ชัดเจนนัก เห็นได้จากการอ่อนตัวดอลลาร์ช่วงแรกเช้าวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.

เนื่องจากปัจจัยหลัก ที่ทำให้เกิดการคาดการณ์เก็งกำไร คือปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสหรัฐ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ตราบใดที่สหรัฐยังคงประสบการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และทางการสหรัฐต้องการใช้นโยบายดอลลาร์อ่อน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าเงินภูมิภาค จะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องต่อไปอีก

อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่า ทั้งฝ่ายจีนและสหรัฐ น่าจะประสบผลสำเร็จ หามาตรการประนีประนอม เพื่อไม่ให้ประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว บานปลาย จนเป็นความขัดแย้ง หรือส่งผลเสถียรภาพเศรษฐกิจภูมิภาค

โดยฝ่ายจีน อาจลดภาษีศุลกากรสินค้านำเข้า และลดการคืนภาษีสินค้าส่งออก รวมทั้งอาจต้องเร่งปฏิรูปภาคการเงินของตน ส่วนฝ่ายสหรัฐ อาจลดการวิพากษ์วิจารณ์จีนและญี่ปุ่น เรื่องค่าเงิน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจ และแรงกดดันด้านการเมืองในประเทศของสหรัฐ อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐประสบภาวะลำบากใจ

เพราะความเป็นจริง หนทางที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐแก้ไขปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ คือการชะลอการใช้จ่ายผู้บริโภคในประเทศ ซึ่งจะทำให้การขาดดุลการค้าสหรัฐลดตาม ขณะเดียวกัน อาจหมายถึงการชะลอตัวเศรษฐกิจ และการว่างงาน ที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งแน่นอนว่า รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถยอมรับได้ จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า สหรัฐอาจต้องเจรจาเพิ่มเติมกับทางการจีน เพื่อให้มีข้อสรุป ที่เป็นที่ยอมรับได้ของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ระหว่างยังคงไม่มีข้อสรุปชัดเจน ระหว่างเจรจาต่อรองทั้ง 2 ฝ่าย คาดว่าค่าเงินภูมิภาค อาจยังคงถูกกดดันแข็งค่าขึ้น ขณะที่จีน จะยังคงเผชิญการไหลเข้าเงินทุนจากต่างประเทศต่อเนื่องอีก ซึ่งจะนำมาสู่การเพิ่มปริมาณเงินในระบบ

ทำให้ทางการจีน จะยังคงต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า ควบคุมการขยายตัวสภาพคล่องดังกล่าว เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเงินเฟ้อ และเกิดภาวะฟองสบู่ จนทำให้เศรษฐกิจจีนต้องเผชิญปัญหาเสถียรภาพภายหลัง

กลับหน้าแรก