2.
ชีวประวัติ
นาวาเอก นพ.ดร.ปิโยรส ปรียานนท์
เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นบุตรของ นาวาเอกปัญญา ปรียานนท์
และนางสินทรา บุณยชาติ เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เนื่องจากบิดาเป็นแพทย์
และมารดาก็เป็นธิดาของหลวงทรงบุญแพทย์
ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ทำให้มีความเกี่ยวพันกับแพทย์มาตั้งแต่วัยเยาว์
การศึกษาชั้นต้นเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
ได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นอย่างดี มีจิตใจดี
ได้จัดตั้งชมรมเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งด้านกีฬา เช่น ชมรมเทนนิส
กิจกรรมสาธารณกุศล ได้แก่ ชมรมสังคมสงเคราะห์ และด้านวิชาการได้แก่ ชมรมวิทยาศาสตร์
จัดกิจกรรมนำสิ่งของอุปโภคบริโภคไปมอบให้กับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนในสลัมคลองเตย
มีการจัดสอนและดูแลเด็กอ่อนในสลัมคลองเตยเป็นประจำทุกสัปดาห์
ด้านกีฬาก็นำทีมเทนนิสของโรงเรียนจนได้รับรางวัลชนะเลิศของกรมพลศึกษามาครอง
ต่อมาได้ย้ายไปศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พญาไท)
ได้รับเลือกให้เป็นประธานกีฬาของโรงเรียน
จัดบูรณะสนามเทนนิสของโรงเรียนจนใช้ได้เป็นอย่างดี
นำทีมกีฬาของโรงเรียนจนได้รางวัลชนะเลิศของกรมพลศึกษาหลายประเภทด้วยกัน
หลังจากนั้นได้สอบเอนทรานซ์เข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี
พ.ศ.2518 และสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2519
จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตในปี พ.ศ.2524 ทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลภูมิพล
ต่อมาได้รับการบรรจุเข้ารับราชการที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ
ในปี พ.ศ.2527 ได้รับทุนการศึกษาต่อด้านศัลยกรรมตกแต่ง และแก้ไขความพิการ ณ
มหาวิทยาลัยโชวะ กรุงโตเกียว ขณะศึกษาอยู่ก็ได้ขอเข้าเรียนด้านศัลยกรรมศีรษะและคอ
สถาบันมะเร็ง ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจบการศึกษาสอบได้ทุนไปเรียนต่อด้านศัลยกรรมตกแต่ง
ที่ Mt.Sinai Medical Center N.Y. สหรัฐอเมริกา
เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมาประเทศญี่ปุ่นเพื่อสอบวุฒิบัตรเสร็จเรียบร้อยจึงเดินทางกลับประเทศไทย
ในปลายปี พ.ศ.2531 และได้สมรสกับนาวาเอกทันตแพทย์หญิงสพฤดี อุดหนุน ร.น.
ทันตแพทย์ประจำกองทันตกรรม สมเด็จพระปิ่นเกล้า ธิดาของพลเรือเอกประสพ อุดหนุน ในปี
พ.ศ.2533 ได้เข้าเรียน ในโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ
เมื่อสำเร็จการศึกษาได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมการแพทย์
(Bio Med.Eng)
ที่ประเทศญี่ปุ่น
และจบการศึกษาในปีพ.ศ. 2536 หลังจากกลับมารับราชการได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยทางการแพทย์
ทำการวิจัยการนำเลเซอร์มารักษาโรคมะเร็งโดยได้รับทุนวิจัยจากกระทรวงกลาโหม
ในปีพ.ศ.2538 ได้ทุนไปฝึกอบรมด้านการเพาะเนื้อเยื่อที่มหาวิทยาลัย Southamton ประเทศอังกฤษ ในปีพ.ศ. 2540
ได้ทุนไปวิจัยต่อที่ University College of London
ประเทศอังกฤษจนสำเร็จงานด้านการวิจัย เมื่อปีพ.ศ.2542
ได้รับรางวัลดีเลิศจากสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกระทรวงกลาโหม
รางวัลชมเชยสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติ จากสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัล Vincent Award จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
สยามบรมราชกุมารี และร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการ พัฒนาอัจฉริยภาพ
ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน
ในปีพ.ศ. 2531
เมื่อมีโอกาสกลับมาประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมกับคณะหน่วยแพทย์ของมูลนิธิหู คอ จมูก
ชนบท ออกไปทำการผ่าตัดแก้ไขความพิการให้กับประชาชนที่ยากจน
และเดือดร้อนในพื้นที่ทุรกันดาร ตามภาคต่างๆ ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
ภายหลังเมื่อมีคนไข้มากขึ้นจึงได้แยกออกมาทำเองในนามมูลนิธิดวงแก้ว
มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือผ่าตัดผู้พิการและด้อยโอกาสในชนบทช่วยเหลือทางด้านการศึกษาของเด็กและผู้ด้อยโอกาสชนบท
ส่งเสริมงานด้านวิจัยทางการแพทย์ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา
การออกหน่วยแพทย์จะกระทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง คณะทำงานประกอบด้วยแพทย์
พยาบาลและอาสาสมัครประมาณ 10-15 คน ทำการผ่าตัดแก้ไขความพิการต่างๆ ในชนบท
ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนำเครื่องอุปโภคบริโภคอุปกรณ์การเรียน การกีฬา
มอบให้คนไข้และเด็กที่รับการผ่าตัด รวมทั้งเด็กผู้ด้อยโอกาสชนบทในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เป็นอย่างดี ในปีพ.ศ.2542
ได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราช รอยยิ้มเพื่อพ่อ
ผ่าตัดเด็กพิการปากแหว่งเพดานโหว่ 2,000 ราย จัดสร้างอาคารเรียนบ้านห้วยทรายขาว
ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน จัดสร้างวัดป่าเฉลิมพระเกียรติ
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นที่เรียบร้อย
และเริ่มจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรม วัชรธรรมสถาน เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ณ
อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมบนเนื้อที่ 10 ไร่
โครงการดังกล่าวได้กระทำร่วมกับหลายหน่วยงานได้แก่ กองทัพเรือ กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงสาธารณสุข บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และในปีพ.ศ. 2545 ได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ 72
พรรษามหาราช รอยยิ้มเพื่อพ่อ2 โดยมีพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
เป็นประธานโครงการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมูลนิธิดวงแก้ว
เพื่อฝ่าตัดแก้ไขความพิการปากแหว่งเพดานโหว่ 2,000 ราย จัดสร้างสถานปฏิบัติธรรม
วัชรธรรมสถานให้เสร็จสมบรูณ์ จัดสร้างอาคารเรียนให้โรงเรียนวัดโพธิญาณ อำเภอเมือง
จังหวัดพิษณุโลก
จัดทำโครงการฝึกอบรมการออกเสียงที่ถูกต้องสำหรับเด็กพิการปากแหว่งเพดานโว่รวมทั้งจัดทำหนังสือคู่มือโรคปากแหว่งเพดานโหว่แจกจ่ายให้ผู้ป่วย
แพทย์
ครูและผู้เกี่ยวข้องได้ทราบเพื่อป้องกันดูแลให้การรักษาผู้ป่วยโรคนี้ให้ดียิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังจะจัดสร้างสถานพุทธสถานเจดีย์วังมงกุฎคีรี
ณ เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ท่านเจริญพระชนม์พรรษาครบ 75 พรรษา ในปีพ.ศ.2545 นี้
นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิดวงแก้วมีโครงการอื่นๆ ที่ดำเนินการมาโดยตลอด
กล่าวคือโครงการรณรงค์ต่อต้านความพิการในชนบท
โครงการวิจัยและรักษาโรคมะเร็งด้วยเลเซอร์
โครงการช่วยเหลือและผู้ด้อยโอกาสโครงการโรงเรียนในฝัน
และโครงการส่งเสริมและเผยแผ่พุทธศาสนาอีกด้วย