หน้า ๗๑
๖.
สมาธิสัมโพชฌงค์ คือ เอกัคคตาเจตสิก การตั้งใจมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว อย่างแน่วแน่
จนได้ชื่อว่า เป็น
สมาธินทรีย์ เป็นสมาธิพละ และเป็นสัมมาสมาธิ สมาธิดังนี้แหละที่เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
มีได้ทั้งฝ่ายสมถภาวนา
และวิปัสสนา ภาวนา สมาธิในสมถภาวนา มีบริกรรมสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็น
สมาบัติ ๘ หรือ ๙ ส่วนสมาธิในวิปัสสนาภาวนา ก็มี สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ และอัปปณิหิตสมาธิ
สมาธิย่อมทำลายความฟุ้งซ่าน อุปการะธรรมที่ให้เกิดสมาธิ สัมโพชฌงค์ มี ๑๑ ประการ
คือ
ก. ต้องรักษาความสะอาดในปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
ข. ให้เจริญสัทธากับปัญญาให้เสมอกันและเจริญวิริยะกับสมาธิให้เสมอกันด้วย
ค. ให้เข้าใจรักษานิมิตของสมถกัมมัฏฐาน และนิมิตของวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ง. ให้เข้าใจยกจิตให้แก่กล้าในเมื่อวิริยะอ่อน ต้องอาศัยปัญญา วิริยะปีติ
ให้มี กำลังขึ้น
จ. ต้องเข้าใจระงับจิตในเมื่อมีความฟุ้งซ่านมาก
ฉ. ทำจิตให้ยินดีในความไม่ประมาท ด้วยการพิจารณาสังเวคธรรม ซึ่งมี ๘ ประการ
เป็นต้น
ช. เจริญกัมมัฏฐานให้ถูกต้องกับจริต และปราศจาก ปลิโพธ กังวล
ซ. เว้นจากบุคคลที่มีใจไม่สงบ
ฌ. ให้สมาคมกับผู้ที่ยินดีในความสงบระงับ
ญ. ให้มีความชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน และอารมณ์วิปัสสนา
ฏ. หมั่นเจริญสติปัฏฐานเนือง ๆ ให้จิตน้อมไปเพื่อสมาธิ
เมื่อบริบูรณ์ด้วยอุปการะธรรมเหล่านี้แล้ว สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้น
ก็ย่อมจะเกิดขึ้น
องค์ธรรมของสมาธิสัมโพชฌงค์ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ที่ในติเหตุกชวนจิต
๓๔
ปลิโพธ คือความกังวลห่วงใย มี ๑๐ ประการ คือ
(๑) อาวาสปลิโพธ ห่วงที่อยู่
(๒) กุลปลิโพธ ห่วงบริวาร ว่านเครือ
(๓) ลาภปลิโพธ ห่วงรายได้
(๔) คณปลิโพธ ห่วงพวกพ้อง
(๕) กัมมปลิโพธ ห่วงการงานที่กระทำ
(๖) อัทธานปลิโพธ ห่วงการเดินทาง
(๗) ญาติปลิโพธ ห่วงพ่อแม่ ลูก เมีย พี่น้อง
(๘) อาพาธปลิโพธ ห่วงการเจ็บป่วย
(๙) คันถปลิโพธ ห่วงการศึกษาเล่าเรียน
(๑๐) อิทธิปลิโพธ ห่วงการแสดงฤทธิ์ เฉพาะข้อ ๑๐ นี้ ไม่เป็นปลิโพธแก่การเจริญสมถภาวนา
แต่เป็นปลิโพธ
แก่ การเจริญวิปัสสนาอย่างเดียว
หน้า ๗๒
สังเวควัตถุ คือ
วัตถุที่พึงสังเวช มี ๘ ประการ คือ
(๑) ชาติทุกข์ ความเกิด เป็นทุกข์
(๒) ชราทุกข์ ความแก่ เป็นทุกข์
(๓) พยาธิทุกข์ ความเจ็บ เป็นทุกข์
(๔) มรณทุกข์ ความตาย เป็นทุกข์
(๕) นิรยทุกข์ ตกนรก เป็นทุกข์
(๖) ดิรัจฉานทุกข์ เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นทุกข์
(๗) เปตติทุกข์ เป็นเปรต เป็นทุกข์
(๘) อสุรกายทุกข์ เป็นอสุรกาย เป็นทุกข์
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
ที่ทำให้จิตใจเป็นกลาง ไม่ให้เกิดความยินดีหรือยินร้ายใน
อารมณ์กัมมัฏฐาน เพราะในเวลาที่เจริญกัมมัฏฐาน ย่อมเกิดความชอบใจ และไม่ชอบใจติดตามอยู่เสมอ
ด้วยว่าจิตยังไม่ตั้ง
อยู่ในมัชฌิมา ปฏิปทาได้อย่างแน่นอนและมั่นคง ต่อเมื่อตั้งอยู่ได้มั่นคงด้วยดีแล้ว
ตัตรมัชฌัตตตา เจตสิกนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น อุเบกขาสัมโพชฌงค์
อีกนัยหนึ่งแสดงว่า ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิกที่มีความเจริญถึงกับทำให้สัทธากับ
ปัญญา และวิริยะกับสมาธิ มีความสม่ำเสมอกัน ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แล้วทำลาย กามฉันทะ
พยาปาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เสียได้ ซึ่งสามารถที่จะ ทำให้มัคคญาณเกิดขึ้นได้
จึงจะได้ชื่อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์
การที่อุเบกขาสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยมีอุปการะธรรม ๕ ประการ คือ
ก. ตั้งตนเป็นกลางในสัตว์ในบุคคล เพราะตามสภาพแห่งความเป็นจริงนั้น หามีสัตว์มีบุคคลไม่
มีแต่รูปนามที่เป็น
ไปตามกรรม จึงไม่ควรมีอคติแก่รูปนามนั้น รูปนามนี้เลย
ข. ตั้งตนเป็นกลางในสังขาร คือ บุคคล วัตถุ สิ่งของ ทั้งหลาย เพราะตาม
สภาพแห่งความเป็นจริงนั้น สังขารทั้ง
หลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่พึง ยินดีเมื่อได้มา และยินร้ายในเมื่อต้องสูญเสียสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารนั้น
ๆ ไป
ค. ต้องเว้นจากผู้ที่ยึดมั่น รักใคร่ หวงแหน ในสัตว์ สิ่งของ ว่าเป็นของเรา
เป็นของเขา
ง. ให้สมาคมกับบุคคลที่ตั้งตนเป็นกลางในสัตว์บุคคล และในสังขารทั้งหลาย
จ. น้อมใจให้ดิ่งไปในอุเบกขาสัมโพชฌงค์
หน้า ๗๓
เมื่อบริบูรณ์ด้วยอุปการะธรรมเหล่านี้แล้ว
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมจะเกิดขึ้น
องค์ธรรมของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก ที่ใน ติเหตุก
ชวนจิต ๓๔
อนึ่ง ใน วิภังคอรรถกถา แสดงว่า ความเฉยที่เรียกว่า
อุเบกขานั้น มีถึง ๑๒ ประการ คือ
(๑) อญาณุเบกขา เป็นความเฉยที่ไม่รู้อะไรเลยหรือเฉยเพราะไม่รู้
องค์ธรรม ได้แก่ โมหเจตสิก
(๒) ฉฬังคุเบกขา เป็นความเฉยของพระอรหันต์ ที่ไม่หวั่นไหวต่ออิฏฐารมณ์
และอนิฏฐารมณ์ ในเมื่อประสบ
กับอารมณ์ทั้ง ๖ องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
(๓) พรหมวิหารุเบกขา เป็นความเฉยอย่างพรหม ที่ไม่สงสาร ไม่ยินดี
ไม่ยินร้าย ต่อสัตว์ทั้งหลาย คือ
ไม่มีอคติ องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
(๔) โพชฌงคุเบกขา เป็นความเฉยที่เป็นองค์แห่งความตรัสรู้ คือ ไม่ยินดี
ยินร้ายต่ออารมณ์กัมมัฏฐานในขณะ
ที่เจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในโพธิปักขิยสังคหะนี้เอง องค์ธรรมได้แก่
ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
(๕) วิริยุเบกขา เป็นความเฉยต่อความเพียร หมายความว่า ให้มีความเพียร
อย่างกลาง อย่างพอดีที่คู่ควร
แก่สมาธิ อย่างที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาในการเจริญ วิปัสสนาภาวนา องค์ธรรมได้แก่
วิริยเจตสิก
(๖) สังขารุเบกขา เป็นความเฉยต่อสังขาร คือรูปนาม ที่ประจักษ์ความเกิด
ดับในขณะเจริญวิปัสสนา องค์
ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก
(๗) เวทนุเบกขา เป็นความเฉยต่อเวทนาที่ได้เสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์
ไม่สุข ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ องค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิก
(๘) วิปัสสนุเบกขา เป็นความเฉยต่อรูปนาม หรือต่อไตรลักษณ์ที่ตนกำหนด
พินิจอยู่ในการเจริญวิปัสสนา
ภาวนา องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก
(๙) อาวัชชนุเบกขา เป็นความเฉยต่อการรับอารมณ์ทางปัญจทวารวิถี
และ มโนทวารวิถี องค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจตสิก ที่ใน ปัญจทวาราวัชชนจิต และมโนทวาราวัชชนจิต
(๑๐) ตัตรมัชฌัตตุเบกขา เป็นความเฉยที่ไม่เอนเอียงไปในทางอคติใด
ๆ คือ ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
ใคร่กัน โทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา และภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
องค์ธรรม
ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
หน้า ๗๔
(๑๑) ฌานุเบกขา เป็นความเฉยต่อความสุขในจตุตถฌาน
เมื่อจะขึ้นสู่ ปัญจมฌาน องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
อีกนัยหนึ่งแสดงว่า อุเบกขา คือองค์ฌาน เฉยอยู่ด้วยความเพ่ง ตั้งมั่นอยู่ด้วย
สมาธิ ตั้งเฉยอยู่โดยปกติ ไม่เอนเอียงตกไปตามนิวรณ มีกามฉันทะเป็นต้น หมายถึง ตั้งมั่นเฉยอยู่ในอารมณ์ที่ตนพินิจ
(๑๒) ปาริสุทธุเบกขา เป็นความเฉยในปัญจมฌาน ที่ไม่ได้ติดอยู่ในสุข
เหมือนจตุตถฌาน คือเฉยเพราะละสุข
เสียได้แล้ว ดังมีข้อเปรียบไว้ว่า สติเป็นไป ด้วยกับปัญจมฌานนั้น เป็นสติปาริสุทธิ
เพราะเหตุเป็นไปด้วยอุเบกขา ดังนั้น
ปาริสุทธุเบกขานี้จึงได้แก่ปัญจมฌานนั่นเอง องค์ธรรมได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก
มัคคในมิสสกสังคหะ (ซึ่งกล่าวตามนัยแห่งพระอภิธรรม)
มีองค์ ๑๒ องค์ แสดงถึงตัวเหตุแห่ง ทุคคติ สุคติ
และนิพพาน อันเป็นทางให้ถึง ทุคคติ สุคติ และ นิพพาน คือกล่าวถึงมัคคทั้งที่เป็นทางชั่วและทางชอบ
แต่มัคคในโพธิปักขิยสังคหะนี้ กล่าวถึงมัคคเฉพาะที่เป็นทางชอบแต่ฝ่ายเดียว
ไม่เกี่ยวถึงฝ่ายชั่วด้วย ดังนั้น มัคคในที่นี้จึงมีเพียง ๘ องค์ มีชื่อว่า อัฏฐังคิกมัคค
คือ มัคคมีองค์ ๘ ดังมีวจนัตถะว่า
กิเลเส มาเรนฺโต นิพฺพานํ คจฺฉนฺติ เอเตนาติ มคฺโค ฯ ธรรมใดที่ประหาร
กิเลสและย่อมเข้าถึงพระ
นิพพาน ฉะนั้นธรรมที่เป็นเหตุแห่งการฆ่ากิเลส และเข้าถึง พระนิพพาน ชื่อว่า มัคค
ได้แก่องค์มัคค ๘ รวมกัน
มคฺคสฺส องฺโค มคฺคงฺโค ฯ ธรรมอันเป็นเครื่องประกอบของธรรมที่เป็นเหตุ
แห่งการฆ่ากิเลส และเข้าถึง
พระนิพพาน ชื่อว่า มัคคังคะ ได้แก่องค์มัคค ๘ โดย เฉพาะ ๆ
องค์มัคค ๘ โดยเฉพาะ ๆ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ
หน้า ๗๕
ความหมายแห่งมัคค ได้กล่าวแล้วในมิสสกสังคหะนั้น
จึงจะไม่กล่าวซ้ำใน ที่นี้อีก เป็นแต่จะเพิ่มเติมเล็กน้อย ตามนัยที่เป็นเครื่องให้ตรัสรู้ว่า
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือเห็นรูปนามโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา
๒. สัมมาสังกัปปะ คิดชอบ คือ คิดให้พ้นทุกข์ เพราะเห็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา
๓. สัมมาวาจา พูดชอบ คือ พูดโดยมีสติ ไม่เผลอพูดชั่ว เพราะการพูดชั่ว
จะไม่พ้นทุกข์
๔. สัมมากัมมันตะ ทำชอบ คือ ทำด้วยความมีสติ ไม่เผลอทำชั่ว เพราะ
การทำชั่วจะไม่พ้นทุกข์
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ คือ มีความเป็นอยู่โดยชอบ โดยมีสติไม่เผลอ
ให้ดำรงชีพอยู่โดยความชั่ว เพราะมีความเป็นอยู่ชั่ว จะไม่พ้นทุกข์
๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือ พยายามไม่นึกถึงความชั่ว พยายามไม่ทำ
ความชั่ว พยายามทำชอบ พยายามทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะพยายามเช่นนี้ จึงจะพ้นทุกข์
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ระลึกถึงเฉพาะรูปนามที่มีความเป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ระลึกเช่นนี้ โลภ
โกรธ หลง จึงจะไม่เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าโลภ โกรธ หลง ยังเกิดมีอยู่ ก็จะไม่พ้นทุกข์
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นโดยชอบ คือ ให้แน่วแน่ในสติปัฏฐาน ในอันที่จะ
พ้นทุกข์ ดังนี้จะเห็นได้ว่า
มัคคมีองค์ ๘ นี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกัน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน อย่างพรักพร้อม จึงจะสำเร็จกิจให้พ้นทุกข์ได้
ความเกี่ยวเนื่อง
กันนั้น เป็นดังนี้ คือ
เมื่อมีปัญญาเห็นชอบแล้ว ก็ย่อมจะ คิดชอบ
เมื่อคิดชอบ ก็ย่อมจะ พูดชอบ
เมื่อพูดชอบ ก็ย่อมจะ ทำชอบ
เมื่อทำชอบ ก็ย่อมจะ มีความเป็นอยู่ชอบ
เมื่อมีความเป็นอยู่ชอบ ก็ย่อมจะ มีความเพียรชอบ
หน้า ๗๖
เมื่อมีความเพียรชอบ ก็ย่อมจะ
มีความระลึกชอบ
เมื่อมีความระลึกชอบ ก็ย่อมจะ ตั้งใจมั่นโดยชอบ
ที่มีความ ตั้งใจมั่นชอบ ก็เพราะมี ความระลึกชอบ
ที่มีความ ระลึกชอบ ก็เพราะมี ความเพียรชอบ
ที่มีความ เพียรชอบ ก็เพราะมี ความเป็นอยู่ชอบ
ที่มีความ เป็นอยู่ชอบ ก็เพราะมี ทำชอบ
ที่ ทำชอบ ก็เพราะมี พูดชอบ
ที่ พูดชอบ ก็เพราะมี คิดชอบ
ที่ คิดชอบ ก็เพราะมี ความเห็นชอบ
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การที่มีความตั้งใจมั่นโดยชอบ ระลึกชอบ เพียรชอบ
มีความเป็นอยู่ชอบ ทำชอบ พูดชอบ และคิดชอบ เหล่านี้ ก็เพราะมีความเห็น ชอบ คือ
สัมมาทิฏฐิ เป็นรากฐาน
ในการแสดงมัคคมีองค์ ๘ นี้ พระพุทธองค์ทรงแสดง สัมมาทิฏฐิ ก่อน
เพราะถือว่าเป็นองค์ที่มีอุปการะ
ยิ่งเป็นเบื้องต้น(บุพพภาค) แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุ มัคคผล จนเปรียบไว้ว่า
ปญฺญาปโชต ประทีปคือปัญญา ปญฺญาสตฺถ ศัสตราคือ ปัญญา เพื่อพระโยคาวจรจะได้กำจัดมืด
คืออวิชชา และประหารโจร คือกิเลสเสีย ด้วยสัมมาทิฏฐิ
รองจากนั้นก็ทรงแสดง สัมมาสังกัปปะ ซึ่งเปรียบเหมือนอย่างช่างเงิน
ผู้ชำนาญในการดูเงิน พลิกกหาปณะไป
มาด้วยมือและดูด้วยจักษุ ย่อมรู้ว่ากหาปณะนี้ แท้หรือเทียม ฉันใดแม้ พระโยคาวจร
ณ กาลบุพพภาคเบื้องต้นย่อมตรึก
นึก รำพึง ด้วยวิตก และใช้ปัญญาเพ่งพินิจธรรมนั้น ๆ อยู่ ย่อมรู้ว่าธรรมนั้น ๆ
เป็นรูป เป็น นาม เป็นต้น ก็ฉันนั้น
บุคคลย่อมตรึกก่อน จึงเปล่งวาจาออกมาภายหลัง จึงได้ทรงแสดง สัมมาวาจา
เป็นลำดับต่อจากสัมมาสังกัปปะ ตามปกติ ชนทั้งหลายย่อมกล่าวด้วยวาจาก่อนว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้
แล้วจึง ประกอบกิจการงานต่าง ๆ เหล่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงนับว่าวาจามีอุปการะแก่การงาน
ต่าง ๆ ที่ทำด้วยกาย ดังนั้นจึงได้ทรงแสดง สัมมากัมมันตะ เป็นลำดับ
รองลงมาจากสัมมาวาจา
หน้า ๗๗
อาชีวมัฏฐกสีล สีลมีอาชีวะเป็นที่ครบ
๘ ย่อมบริบูรณ์แก่ผู้ละวจีทุจจริต ๔ ประการ และละกายทุจจริต ๓
ประการ บำเพ็ญแต่กายสุจริตและวจีสุจริต ๒ ประการนั่นเทียว สีลนั้นไม่บริบูรณ์แก่ชนอื่นใดที่นอกจากนี้เลย
เหตุนี้จึง
ทรงแสดง สัมมาอาชีวะ ต่อจากสัมมากัมมันตะ
ผู้มีอาชีวะ คือความเลี้ยงชีพ หรือความเป็นอยู่โดยบริสุทธิเช่นนี้แล้ว
ก็ไม่ควร ที่จะมีความยินดีอยู่ว่าอาชีวะ
ของเราบริสุทธิ์แล้วเท่านั้น และเป็นผู้ประมาทอยู่ แต่ ควรจะปรารภความเพียรในอิริยาบถทั้งปวงโดยแท้
ดังนั้นจึง
ได้ทรงแสดงสัมมาวายามะ ต่อจากสัมมาอาชีวะ
ผู้ปรารภความเพียรดังกล่าวแล้ว พึงตั้งสติให้มั่นคงดำรงอยู่ด้วยดีในวัตถุธรรม
๔ มี กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยประสงค์ดังนี้ จึงได้ทรงแสดง สัมมาสติ ต่อจาก
สัมมาวายามะ
ก็และสติดำรงอยู่แล้วด้วยดีดังนี้ ย่อมองอาจแสวงหาคติธรรมทั้งหลายที่เป็น
อุปการะ และละทิ้งสิ่งที่ไม่เป็น
อุปการะแก่สมาธิ แล้วก็ตั้งจิตให้แน่วแน่ในอารมณ์ที่ กำหนดเพ่งพินิจอยู่นั้น ไม่ให้ฟุ้งเฟ้อไปเป็นอื่น
จึงได้ทรงแสดง สัมมาสมาธิไว้เป็น อันดับสุดท้ายแห่งมัคคมีองค์ ๘ นี้
หน้า ๗๘
ธรรมที่ อุปการะ และ เป็นอันตราย แก่สมาธิ
| อุปการะ | อันตราย |
| ๑. เนกขัมมะ ความออกจากกาม |
กามฉันทะ ความชอบใจติดใจในกาม |
| ๒. อพยาปาทะ ความไม่ขัดเคือง |
พยาปาทะ ความขัดเคือง |
| ๓. อาโลกสัญญา ความกำหนดหมายแสงสว่าง |
ถีนมิทธะ ความหดหู่ท้อถอย |
| ๔. อวิกเขปะ ความไม่ฟุ้งซ่าน |
อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน |
| ๕. ธัมมววัฏฐานะ
ความกำหนดธรรม |
วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย |
| ๖. ญาณ ความหยั่งรู้ |
อวิชชา ความไม่รู้ |
| ๗. ปามุชชะ ความปราโมทย์ |
อรติ ความไม่ยินดี |
| ๘. กุสลธรรมทั้งปวง | อกุสลธรรมทั้งปวง |
อาชีวมัฏฐกสีล
| ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี | เว้นจาการฆ่าสัตว์ |
| ๒. อทินนาทานา เวรมณี | เว้นจากการลักทรัพย์ |
| ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี | เว้นจากการผิดประเวณี |
| ๕. ปิสุณาวาจา เวรมณี | เว้นจากการพูดส่อเสียด ยุยง |
| ๖. ผรุสวาจา เวรมณี | เว้นจากการพูดคำหยาบ |
| ๗. สัมผัปปลาปวาจา เวรมณี | เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ |
| ๘. มิจฉาชีวา เวรมณี | เว้นจากการเลี้ยงชีพที่ทุจริต |
หน้า ๗๙
การสงเคราะห์มัคคมีองค์ ๘
มัคคมีองค์ ๘ นี้สงเคราะห์ลงเป็นสิกขา
๓ คือ สีล สมาธิ ปัญญา ได้ดังนี้
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ทั้ง ๓ นี้เป็น ศีล
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทั้ง ๓ นี้ เป็น สมาธิ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ทั้ง ๒ นี้ เป็น ปัญญา
ที่ว่ามีความเกี่ยวพันกันต้องอาศัยโดยพร้อมมูล จึงจะสำเร็จกิจให้พ้นทุกข์ได้คือ
ต้องมีศีล มีความเป็นปกติแห่งกายวาจาใจ จึงจะเกิดความสงบ ไม่กระวน กระวาย
คือมีสมาธิได้ ต่อเมื่อมี
ความสงบระงับ จึงจะเกิดปัญญาได้ ถ้ายังวุ่นวาย ไม่มีความสงบระงับแล้ว ปัญญาก็เกิดไม่ได้
เมื่อมีปัญญาเห็นผิดชอบชั่วดี ก็จะรักษาศีลเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำให้สงบ ไม่เดือดร้อน
กระวนกระวาย เกี่ยวพันเนื่องกัน ดังนี้
มัคคมีองค์ ๘ นี้มีได้ทั้งโลกียและโลกุตตร มีสิ่งที่แตกต่างกันอันเป็นส่วน
สำคัญ ดังจะกล่าวต่อไปโดยย่อ คือ
๑. มัคคมีองค์ ๘ ที่เป็นฝ่ายโลกียนั้นประกอบไม่พร้อมกันหมดทั้ง ๘ องค์
เพราะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือ วิรตี ๓ นี้เป็นอนิยตโยคี เจตสิกประเภทนานากทาจิ
ประกอบเป็นบางครั้งบางคราว และประกอบได้
ทีละดวง เท่านั้น
แต่ว่ามัคคมีองค์ ๘ ที่เป็นฝ่ายโลกุตตรนั้น วิรตี ๓ เป็นนิยตเอกโต คือต้อง
ประกอบพร้อมกันเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันทั้ง ๓ อย่างแน่นอน ดังนั้นมัคคมีองค์ ๘ ที่เป็นฝ่ายโลกุตตร ต้องประกอบพร้อมกันหมดทั้ง
๘ องค์
๒. มัคคมีองค์ ๘ ที่เป็นฝ่ายโลกุตตร มีนิพพานเป็นอารมณ์แต่อย่างเดียว
เท่านั้น
ส่วนมัคคที่เป็นฝ่ายโลกียนั้น ไม่ได้มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่มีอารมณ์เป็น
อย่างอื่น กล่าวโดยเฉพาะวิรตี ๓ นี้ก็ต้องมีวิรมิตัพพวัตถุ คือวัตถุอันพึงเว้นมา
ปรากฏเฉพาะหน้า ส่วนโลกุตตรวิรตีไม่ต้องมีวัตถุอันพึงเว้น เพราะ
โลกุตตรวิรตีนี้ เป็นองค์แห่งมัคค มีหน้าที่ประหารกิเลส ไม่ใช่มีหน้าที่เว้นจากการทุจจริต
๓. มัคคมีองค์ ๘ ที่เป็นฝ่ายโลกุตตร ประหารกิเลสได้เด็ดขาดอย่างที่เรียกว่า
สมุจเฉทปหาน แต่โลกียมัคคประหารกิเลสได้เพียงชั่วคราวชั่วขณะอย่างที่เรียกว่า ตทังคปหาน
อย่างมากก็ข่มไว้ได้นานหน่อย
แค่ที่เรียกว่า วิกขัมภนปหาน เท่านั้น
หน้า ๘0
สติปัฏฐาน กับ อัฏฐังคิกมัคค
สติปัฏฐาน ๔ อันเป็นกองแรกของโพธิปักขิยสังคหะนี้
ก็แสดงว่าเป็นไปเพื่อ ให้แจ้งพระนิพพาน โดยอธิบายว่า ผู้ที่ปรารถนาจะบรรลุพระนิพพานต้องประพฤติ
ดำเนินไปในสติปัฏฐาน ๔ นี้ และ อัฏฐังคิกมัคค คือ มัคคมีองค์ ๘ อัน
เป็นกอง สุดท้ายของโพธิปักขิยสังคหะนี้ ก็ว่าเป็นไปเพื่อให้แจ้งพระนิพพาน โดยอธิบายว่า
ผู้ที่จะบรรลุพระนิพพานต้อง
ดำเนินทางสายกลาง คือ มัคคมีองค์ ๘ นี้ ความทั้ง ๒ ข้อ นี้สงเคราะห์เข้ากันได้
มีอธิบายไว้ว่า
ในอริยมัคค หรืออัฏฐังคิกมัคค คือ มัคคมีองค์ ๘ นั้น มีองค์หนึ่งชื่อว่า
สัมมาสติ ก็คือ สติปัฏฐานนี่เอง ดังนั้นเมื่อเห็นในสติปัฏฐานก็ชื่อว่าเห็นชอบ ดำริ
ในสติปัฏฐานก็ชื่อว่าดำริชอบ พูดเรื่องสติปัฏฐาน ก็ชื่อว่าพูดชอบ การงานของใจ เป็นไปในสติปัฏฐาน
ก็ชื่อว่าการงานชอบ มีความเป็นอยู่ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ก็ชื่อว่าเป็นอยู่ชอบ
เพียรในสติปัฏฐาน ก็ชื่อว่าเพียรชอบ ระลึกในสติปัฏฐาน ก็ชื่อ ว่า ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นในสติปัฏฐาน
ก็ชื่อว่าตั้งใจมั่นชอบ ดังนี้จะเห็นได้ว่า เป็น การดำเนินสติปัฏฐานกับเจริญอัฏฐังคิกมัคคพร้อมกันไปในตัวทีเดียวด้วยแล้ว
แม้สติ ปัฏฐานจะเป็น
จุดเริ่มต้น และอัฏฐังคิกมัคคเป็นจุดที่สำเร็จผล แต่ในขณะที่บรรลุแจ้ง พระนิพพานนั้น
โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ
ย่อมประกอบพร้อมกัน ซึ่งจะได้ กล่าวต่อไปข้างหน้า
พระธรรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมาย ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เปรียบเหมือนเถาวัลย์ขึ้นพันต้นไม้
บุคคลจะจับตรงไหนและฉุดกระชาก ย่อม กระเทือนไหวไปตลอดทั้งเถา ดังนั้นจึงได้ทรงแสดงว่า
สติปัฏฐานเป็นไปเพื่อ
ทำ พระนิพพานให้แจ้ง ชื่อว่าไม่แย้งไม่ขัดต่อต่ออริยมัคคซึ่งเป็นมรรคาทางแห่งพระ
นิพพานตามนัยแห่งอริยสัจจนั้น
แต่ประการใดเลย